เทคนิคการทำให้เว็บไซต์ติดใน Searh Engine
1. ใส่ Keyword ใน Title ของหน้าเว็บ
การใส่ Key Word ในหน้าเว็บไซต์ในส่วนของแท็ก จะช่วยทำให้ Search Engine รู้ว่าเว็บไซต์หน้านั้นๆ ของคุณ มีข้อมูลเกี่ยวกับอะไร ซึ่งข้อมูลนี้จะแสดงอยู่ในตำแหน่งบนด้านบนสุดของบราวเซอร์ ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญส่วนหนึ่ง
2. การใส่ Key Word ที่ต้องการในส่วนด้านบนของเว็บไซต์และการเน้นด้วยตัวหนา
การเน้น Key Word ที่ต้องการในหน้าเว็บไซต์ด้านบน และมีการเน้น key word ภายในหน้าเว็บไซต์ด้วย ตัวหน้า หรือการใช้แท็ก จะเป็นการเน้นให้ Search Engine รู้ว่า นี้คือคำที่เราต้องการเน้นและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่ง Search Engine จะให้ความสำคัญและน้ำหนักกับ Key Word เหล่านี้
3. หลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ด้วย Flash หรือรูปภาพเยอะ ไม่มีตัวหนังสือ
เพราะ Google จะอ่านจากโค๊ดของหน้าเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บไซต์คุณ มีแต่ภาพ และยิ่งเป็น Flash ด้วยแล้วละก็ Google จะไม่รู้จักเว็บไซต์คุณเลยว่าเกี่ยวกับอะไร คุณควรปรับเปลี่ยนเพิ่ม ตัวหนังสือเข้าไปในเว็บไซต์ เพื่อให้ Google ได้รู้จักเว็บไซต์ของคุณ
4. หลีกเลี่ยงใช้ออกแบบเว็บไซต์ด้วยเฟรม
เพราะการออกแบบเว็บไซต์ด้วย เฟรม จะทำให้ Search Engine จะไม่สามารถทราบได้ถึงข้อมูลที่มีอยู่ในเนื้อหาในหน้านั้นๆ เพราะเนื้อหาในหน้านั้น ๆได้ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยการใช้เฟรม ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงซะ (การใช้เฟรม คือ การออกแบบหน้าเว็บที่มีหน้าเว็บหลาย ๆส่วนประกอบเข้าด้วยกันในหน้าเดียว)
5. การเขียนเว็บด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่ใช่โค๊ดที่สลับสับซ้อน
การ ออกแบบเว็บไซต์ โดยมี code ที่สั้นและกระชับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์คุณง่ายต่อการค้นหาของ Search Engine อย่าใช้ code ฟุ่มเฟือยจนเกินไป ไม่ใช้ table มากเกินไป ลดการใช้ JavaScript และ CSS เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ คำค้นหาสำคัญๆ ควรอยู่ส่วนบนๆของเว็บเพจให้มากที่สุด
6. ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และใส่คำอธิบายให้กับภาพ
คุณ ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพที่ตรงกับ Keyword ที่คุณต้องการ และควรใส่คำอธิบายภาพ โดยใช้แท็ก คำอธิบาย เพื่อทำให้ Search Engine รู้ว่าภาพที่คุณใส่เข้าไปในเว็บไซต์คุณคือภาพอะไร และเกี่ยวกับอะไร ซึ่งจะมีผลต่อการค้นหาของ Search Engine ด้วย
7. ใส่ คีย์เวริด์ ให้หนาแน่น ภายในหน้าเว็บไซต์
การ ที่ในหน้าเว็บไซต์ของคุณมี Key Word ที่ซ้ำๆ หลายๆ คำในหน้านั้นๆ (Key Word Density) นั่นหมายถึงหน้าๆ นั้นของคุณมีข้อมูลและเรื่องราวที่เกี่ยวกับคำๆนั้น ซึ่ง Search Engine ให้ความสำคัญกับส่วนนี้ เช่นกัน ซึ่งควรจะมีการซ้ำๆ กันของ Key Word ในหนึ่งหน้าเว็บ ไม่ควรเกิน 20% ซึ่งหากใส่มากเกินไปจะกลายเป็นการ Key Word Spamming ซึ่งอาจจะทำให้เว็บไซต์คุณโดนบล็อกไปเลย
8. ขนาดไฟล์ HTML ของหน้าเว็บไซต์ไม่ควรเกิน 32K
ถ้า หน้าเว็บไซต์ของคุณ มีขนาดใหญ่จนเกินไป จะทำให้ Search Engine ไม่สามารถเก็บข้อมูลของหน้าเว็บไซต์คุณได้ ดังนั้นในการออกแบบ ควรไม่ให้มีขนาดไฟล์ HTML ไม่เกิน 32K
9. แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ
การ แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ และมีเว็บไซต์อื่นๆ ลิงค์มาหาคุณเยอะๆ เป็นการแสดงว่า เว็บไซต์คุณเป็นที่รู้จักจาก ซึ่ง Google จะให้คะแนนของเว็บไซต์คุณ โดยเป็นค่า Page Rank (PR)โดยจะมีการให้คะแนนเอาไว้มีค่าตั้งแต่ 1-10 คะแนน โดยเว็ปเพจใดที่ google เห็นว่าเป็นเว็ปเพจที่ “ สำคัญ ” ซึ่งหากเว็บไซต์คุณมีค่า Page Rank สูงก็จะมีผลต่ออันดับในการแสดงใน google โดยเราสามารถทราบค่า PR ของเว็บไซต์เราได้ โดย download และ install google toolbar (http://toolbar.google.com) หลังจากนั้นคุณจะสามารถดูคะแนน PR ของคุณที่จัดโดย google ได้
10. ทำ Site Map ให้กับเว็บไซต์ของคุณ
Site Map ก็คือแผนที่เว็ปไซด์ของคุณ ว่าเว็ปไซด์คุณมีหน้าเว็ปต่างๆ อยู่ที่ไหนบ้าง หน้าไหน link ไปสู่หน้าไหน เป็นการรองรับให้ทุกๆ หน้าของเว็ปไซด์คุณถูกเข้าถึงได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ Google สามารถทราบได้ว่าในเว็บไซต์ของคุณมีหน้าเว็บอะไรบ้างทั้งหมด
จริงๆ แล้วจะมีเทคนิคและรายละเอียดมากกว่านี้เยอะมากครับ แต่ผมสรุปเอาจุดเด่นๆ เอามาให้ผู้ที่มีเว็บไซต์และอยากติดอันดับใน Search Engine ซึ่งหากสนใจ อยากศึกษาเพิ่มเติม หรือมีคำถามอยากสอบถาม ตอนนี้ได้มีกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการทำ Search Engine Optimization (SEO)ได้รวมตัวกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำ SEO ที่เว็บไซต์ www.SEO.in.th ยังไงก็อยากให้คนที่ทำเว็บไซต์คุณ ไม่ละเลยเรื่องการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์คุณนะครับ รีบเริ่มทำซะวันนี้นะครับ หากยิ่งช้าไป เว็บไซต์คุณ อาจจะล้าหลังจากคู่แข่งคุณไปมากนะครับ... เอ้า ลุยยยยย.....
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ความสำคัญของการออกแบบเว็บไซต์
ปัจจุบันนี้มีเว็บไซต์เกิดขึ้นมากมายผู้ใช้จึงมีทางเลือกมากขึ้นที่จะเข้าไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ให้บริการและจะไม่ทนอยู่กับเว็บที่สับสน จากประสบการณ์ท่องเว็บที่ผ่านมาของคุณความรู้สึกได้รับจากเว็บที่มีความสวยงามและเว็บที่มีข้อมูลอยู่อย่างมากมายดูสับสนวุ่นวายและเสียเวลานานในการเข้าดูคุณต้องการที่จะมีเว็บของคุณในลักษณะใด การออกแบบเว็บไซท์มีส่วนสำคัญในการสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้บริการ และทำให้อยากกลับเข้ามาใช้อีกในอนาคต หรือดึงดูดผู้ใช้ให้อยู่กับเว็บตลอดไปการออกแบบเว็บไซท์นั้นไม่ได้หมายถึงลักษณะหน้าตาของเว็บไซท์เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้อง
- การกำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์
- ระบุกลุ่มผู้ใช้
- การจัดระบบข้อมูล
- การสร้างระบบวิเกชั่น
- การออกแบบหน้าเว็บ
- การใช้กราฟิก
- การเลือกใช้สี และการจัดรูปแบบตัวอักษร
- ชนิดและรุ่นของบราวเซอร์
- การคำนึงถึงความแตกต่างของสื่อกลางในการแสดงผลเว็บไซท์ด้ว
- ขนาดของหน้าจอมอมิเตอร์ และความละเอียดของสีในระบบ Plug – in ชนิดต่างๆ
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
- การกำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์
- ระบุกลุ่มผู้ใช้
- การจัดระบบข้อมูล
- การสร้างระบบวิเกชั่น
- การออกแบบหน้าเว็บ
- การใช้กราฟิก
- การเลือกใช้สี และการจัดรูปแบบตัวอักษร
- ชนิดและรุ่นของบราวเซอร์
- การคำนึงถึงความแตกต่างของสื่อกลางในการแสดงผลเว็บไซท์ด้ว
- ขนาดของหน้าจอมอมิเตอร์ และความละเอียดของสีในระบบ Plug – in ชนิดต่างๆ
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
ป้ายกำกับ:
เว็บดีไซน์
วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
เว็บโฮสติ้ง คือ
เว็บโฮสติ้ง คือ พื้นที่การใช้งานในอินเทอร์เน็ต โดยการเช่าพื้นที่ ฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง Server ของผู้ให้บริการ โดยเครื่อง Server นี้จะเชื่อมต่อ Internet ความเร็วสูง และ online 24 ชม.
สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โฮสติงมีลักษณะที่เปรียบเทียบได้เหมือนกับ ฮาร์ดดิสก์ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ฉะนั้นถ้าคุณมีพื้นที่การใช้งานโฮสติ้งที่มาก คุณก็จะสามารถเก็บ ไฟล์, รูปภาพ, เอกสาร และอื่นๆ ได้มากตามไปด้วยเช่นกัน บางครั้งเราอาจเรียกได้หลายแบบเช่น โฮสติง โฮสติ้ง เว็บโฮสติง โฮส แต่ทั้งหมดก็มีความหมายเหมือนกัน
เว็บโฮสติ้ง มี 2 แบบ คือ Windows Hosting และ Linux Hosting โดยแยกตามระบบปฏิบัติการ (OS) ที่ตัวเว็บโฮสติ้งใช้งาน ซึ่งมีอยู่ 2 ระบบปฏิบัติการที่ใช้งานคือ Microsoft Windows Server และ Linux
ความแตกต่างระหว่างระบบปฏิบัติการ 2 ระบบนี้ คือ ตัว Windows Hosting สามารถใช้งานได้กับเว็บไซต์ที่เขียนโดยภาษา ASP ,ASP.net และ PHP ได้ ในขณะที่ตัว Linux Hosting สามารถใช้งานกับเว็บไซต์ที่เขียนโดยภาษา PHP ได้เท่านั้น
แต่หากเว็บไซต์ของคุณเขียนโดยใช้ HTML ก็สามารถเลือกใช้เว็บโฮสติ้งได้ทั้ง 2 แบบ โดยที่การแสดงผลของทั้ง 2 ระบบไม่ต่างกัน แต่แนะนำให้ใช้เป็น Linux Hosting เพราะจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โฮสติงมีลักษณะที่เปรียบเทียบได้เหมือนกับ ฮาร์ดดิสก์ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ฉะนั้นถ้าคุณมีพื้นที่การใช้งานโฮสติ้งที่มาก คุณก็จะสามารถเก็บ ไฟล์, รูปภาพ, เอกสาร และอื่นๆ ได้มากตามไปด้วยเช่นกัน บางครั้งเราอาจเรียกได้หลายแบบเช่น โฮสติง โฮสติ้ง เว็บโฮสติง โฮส แต่ทั้งหมดก็มีความหมายเหมือนกัน
เว็บโฮสติ้ง มี 2 แบบ คือ Windows Hosting และ Linux Hosting โดยแยกตามระบบปฏิบัติการ (OS) ที่ตัวเว็บโฮสติ้งใช้งาน ซึ่งมีอยู่ 2 ระบบปฏิบัติการที่ใช้งานคือ Microsoft Windows Server และ Linux
ความแตกต่างระหว่างระบบปฏิบัติการ 2 ระบบนี้ คือ ตัว Windows Hosting สามารถใช้งานได้กับเว็บไซต์ที่เขียนโดยภาษา ASP ,ASP.net และ PHP ได้ ในขณะที่ตัว Linux Hosting สามารถใช้งานกับเว็บไซต์ที่เขียนโดยภาษา PHP ได้เท่านั้น
แต่หากเว็บไซต์ของคุณเขียนโดยใช้ HTML ก็สามารถเลือกใช้เว็บโฮสติ้งได้ทั้ง 2 แบบ โดยที่การแสดงผลของทั้ง 2 ระบบไม่ต่างกัน แต่แนะนำให้ใช้เป็น Linux Hosting เพราะจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
ป้ายกำกับ:
การจดโดเมน
Domain Name Server(DNS)
Domain Name Server (DNS) คือสิ่งที่นำมาอ้างถึงหมายเลขเครื่อง หรือ หมายเลข IP Address เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ DNS จะทำหน้าที่คล้ายกับสมุดโทรศัพท์ คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คน ๆ นั้นก็จะต้องเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ต้องการจะ ติดต่อคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการจะสื่อสาร กับ DNS server ซึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าว ในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้ Host ดังกล่าวทราบ ระบบ DNS แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ
Name Resolvers โดยเครื่อง Client ที่ต้องการสอบถามหมายเลขไอพีเรียกว่า Resolver ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็น Resolvers นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรือเป็น Library ที่มีอยู่ใน Client
Domain Name Space เป็นฐานข้อมูลของ DNS ซึ่งมีโครงสร้างเป็น Tree หรือเป็นลำดับชั้น แต่ละโหนดคือ โดเมนโดยสามารถมีโดเมนย่อย (Sub Domain) ซึ่งจะใช้จุดในการแบ่งแยก
Name Servers เป็นคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลบางส่วนของ DNS โดย Name Server จะตอบการร้องขอทันที โดยการหาข้อมูลตัวเอง หรือส่งต่อการร้องขอไปยัง Name Server อื่น ซึ่งถ้า Name Server มีข้อมูลของส่วนโดเมนแสดงว่า Server นั้นเป็นเจ้าของโดเมนเรียกว่า Authoritative แต่ถ้าไม่มีเรียกว่า Non-Authoritative
สรุปให้เข้าใจง่ายๆ NS (Name Server) ก็เหมือนกับตัวชี้โดเมนของคุณให้รู้ว่าจะต้องไปโฮสติ้งไหน (ไปหน้าเว็บที่เช่าโฮสไว้นะ) โดยมีชื่อ NS เป็นที่อยู่ของโดเมน ดังนั้น โดเมนจะใช้งานได้ต้องกำหนดที่อยู (NS) ให้กับมันก่อนโดยกำหนดในตัวจัดการโดเมนของคุณ ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ให้บริการรับจดทะเบียนที่ท่านใช้บริการเช่น Onlinenic, DirectI, Enom, TuCows เป็นต้น
DNS(Domain Name Server)
ระบบการตั้งชื่อโดเมน
ระบบการตั้งชื่อโดเมน (Domain Name System: DNS) เป็นระบบที่ใช้เก็บข้อมูลของชื่อโดเมน (โดเมนเนม) ซึ่งใช้ในเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างอินเทอร์เน็ต โดยข้อมูลที่เก็บมีหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างชื่อโดเมนนั้นๆ กับหมายเลขไอพีที่ใช้งานอยู่ ประโยชน์ที่สำคัญของ DNS คือช่วยแปลงหมายเลขไอพีซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่จดจำได้ยาก (เช่น 207.142.131.206) มาเป็นชื่อที่สามารถจดจำได้ง่ายแทน (เช่น wikipedia.org)
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
Name Resolvers โดยเครื่อง Client ที่ต้องการสอบถามหมายเลขไอพีเรียกว่า Resolver ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็น Resolvers นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรือเป็น Library ที่มีอยู่ใน Client
Domain Name Space เป็นฐานข้อมูลของ DNS ซึ่งมีโครงสร้างเป็น Tree หรือเป็นลำดับชั้น แต่ละโหนดคือ โดเมนโดยสามารถมีโดเมนย่อย (Sub Domain) ซึ่งจะใช้จุดในการแบ่งแยก
Name Servers เป็นคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลบางส่วนของ DNS โดย Name Server จะตอบการร้องขอทันที โดยการหาข้อมูลตัวเอง หรือส่งต่อการร้องขอไปยัง Name Server อื่น ซึ่งถ้า Name Server มีข้อมูลของส่วนโดเมนแสดงว่า Server นั้นเป็นเจ้าของโดเมนเรียกว่า Authoritative แต่ถ้าไม่มีเรียกว่า Non-Authoritative
สรุปให้เข้าใจง่ายๆ NS (Name Server) ก็เหมือนกับตัวชี้โดเมนของคุณให้รู้ว่าจะต้องไปโฮสติ้งไหน (ไปหน้าเว็บที่เช่าโฮสไว้นะ) โดยมีชื่อ NS เป็นที่อยู่ของโดเมน ดังนั้น โดเมนจะใช้งานได้ต้องกำหนดที่อยู (NS) ให้กับมันก่อนโดยกำหนดในตัวจัดการโดเมนของคุณ ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ให้บริการรับจดทะเบียนที่ท่านใช้บริการเช่น Onlinenic, DirectI, Enom, TuCows เป็นต้น
DNS(Domain Name Server)
ระบบการตั้งชื่อโดเมน
ระบบการตั้งชื่อโดเมน (Domain Name System: DNS) เป็นระบบที่ใช้เก็บข้อมูลของชื่อโดเมน (โดเมนเนม) ซึ่งใช้ในเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างอินเทอร์เน็ต โดยข้อมูลที่เก็บมีหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างชื่อโดเมนนั้นๆ กับหมายเลขไอพีที่ใช้งานอยู่ ประโยชน์ที่สำคัญของ DNS คือช่วยแปลงหมายเลขไอพีซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่จดจำได้ยาก (เช่น 207.142.131.206) มาเป็นชื่อที่สามารถจดจำได้ง่ายแทน (เช่น wikipedia.org)
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
ป้ายกำกับ:
การจดโดเมน
หลักการตั้งชื่อโดเมน (Domain Name)
ชื่อโดเมนก็เหมือนกับตราสินค้า หากชื่อโดเมนจดจำได้ง่ายก็จะช่วยให้ลูกค้าจำเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น สามารถขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น ลักษณะของโดเมนที่ดีควรประกอบด้วย
1. ชื่อต้องสั้น เนื่องจากการจดจำเว็บไซต์จดจำได้ง่าย ไม่สับสน และเมื่อต้องการค้นหาเว็บไซต์ผ่านทาง Search engine ก็สามารถทำได้ง่ายกว่าการจดจำชื่อเว็บไซต์ที่ยากมากกว่า
2. จำง่าย พูดง่ายและสะกดง่าย ในบางครั้งการเข้าเว็บไซต์ก็มาจากการบอกหรือการรับฟัง เห็นป้ายโฆษณาที่ติดอยู่ทั่วไป ถ้าโดเมนจดจำได้ง่าย พูดและสะกดง่าย ก็ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้อง
3. หากชื่อยาวต้องจำง่าย ในกรณีที่ชื่อเว็บไซต์ยาวต้องเป็นประโยคที่จดจำง่าย ความหมายตรงตัว อ่านแล้วเข้าใจ เช่น www.majorcineplex.com สามารถสื่อสารให้ลูกค้าเข้าถึงเว็บไซต์ได้
4. เติม S หรือไม่เติม S บางครั้งผู้ใช้อาจสับสนว่าชื่อโดเมนนั้นจะเติม S หรือไม่เติม S ดี แต่เพื่อต้องกันการเข้าใจผิดควรจดทะเบียนไว้ทั้งสองแบบ เพื่อป้องกันลูกค้าเข้าใจผิด
5. หลีกเลี่ยงการใช้ – (ขีดกลางหรือ Hyphen) การเข้าเว็บไซต์โดยใช้ขีดกลาง เป็นการเขียนโดเมนที่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากเวลาที่คนพูดถึงจะไม่นิยมพูดถึงขีดกลางด้วย แต่จะรวบคำไปเลย เช่น เว็บไซต์ www.one-to-call.com ซึ่งถ้าลูกค้าพิมพ์เป็น www.onetocall.com อาจจะทำให้เข้าเว็บไซต์นั้นไม่ได้
6. ถ้ามีบริษัทชื่อสินค้าหรือบริการ ก็ใช้ชื่อของสินค้าหรือบริการตั้งเป็นชื่อเว็บไซต์ เนื่องจากสินค้าและบริการของคุณเป็นที่รู้จักแล้ว การใช้ชื่อสินค้าหรือบริการเป็นชื่อเว็บไซต์จะทำให้บริษัทของคุณดูมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นด้วย
7. ชื่อเว็บไซต์แสดงลักษณะของบริการภายในเว็บไซต์ ในกรณีนี้จะทำให้ชื่อเว็บไซต์ง่ายต่อการค้นหาและจดจำได้ส่วนหนึ่ง เช่น จะค้นหาโรงแรมที่พัก เว็บไซต์ที่ให้คำว่า Hotel เป็นชื่อประกอบจะค้นหาได้ง่ายกว่าการใช้ชื่อโรงแรมที่เป็นชื่อเฉพาะ
8. ในกรณีที่ใช้ชื่อที่ไม่มีความหมายตั้งชื่อเว็บไซต์ แต่ขอให้จำง่ายเป็นการดี เนื่องจากชื่อที่ใช้เหล่านั้นอาจจะเป็นคำที่ง่ายต่อการจดจำ และสิ่งที่สนับสนุนให้เว็บไซต์มีคนเข้าอาจจะเป็นคุณภาพการบริการที่ดีของเว็บไซต์นั้นด้วย เช่น google.com เป็นชื่อที่ไม่มีความหมาย แต่สิ่งที่ลูกค้าจำได้และนิยมใช้คือการบริการที่มีคุณภาพและชื่อแปลกจึงเป็นที่นิยม
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
1. ชื่อต้องสั้น เนื่องจากการจดจำเว็บไซต์จดจำได้ง่าย ไม่สับสน และเมื่อต้องการค้นหาเว็บไซต์ผ่านทาง Search engine ก็สามารถทำได้ง่ายกว่าการจดจำชื่อเว็บไซต์ที่ยากมากกว่า
2. จำง่าย พูดง่ายและสะกดง่าย ในบางครั้งการเข้าเว็บไซต์ก็มาจากการบอกหรือการรับฟัง เห็นป้ายโฆษณาที่ติดอยู่ทั่วไป ถ้าโดเมนจดจำได้ง่าย พูดและสะกดง่าย ก็ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้อง
3. หากชื่อยาวต้องจำง่าย ในกรณีที่ชื่อเว็บไซต์ยาวต้องเป็นประโยคที่จดจำง่าย ความหมายตรงตัว อ่านแล้วเข้าใจ เช่น www.majorcineplex.com สามารถสื่อสารให้ลูกค้าเข้าถึงเว็บไซต์ได้
4. เติม S หรือไม่เติม S บางครั้งผู้ใช้อาจสับสนว่าชื่อโดเมนนั้นจะเติม S หรือไม่เติม S ดี แต่เพื่อต้องกันการเข้าใจผิดควรจดทะเบียนไว้ทั้งสองแบบ เพื่อป้องกันลูกค้าเข้าใจผิด
5. หลีกเลี่ยงการใช้ – (ขีดกลางหรือ Hyphen) การเข้าเว็บไซต์โดยใช้ขีดกลาง เป็นการเขียนโดเมนที่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากเวลาที่คนพูดถึงจะไม่นิยมพูดถึงขีดกลางด้วย แต่จะรวบคำไปเลย เช่น เว็บไซต์ www.one-to-call.com ซึ่งถ้าลูกค้าพิมพ์เป็น www.onetocall.com อาจจะทำให้เข้าเว็บไซต์นั้นไม่ได้
6. ถ้ามีบริษัทชื่อสินค้าหรือบริการ ก็ใช้ชื่อของสินค้าหรือบริการตั้งเป็นชื่อเว็บไซต์ เนื่องจากสินค้าและบริการของคุณเป็นที่รู้จักแล้ว การใช้ชื่อสินค้าหรือบริการเป็นชื่อเว็บไซต์จะทำให้บริษัทของคุณดูมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นด้วย
7. ชื่อเว็บไซต์แสดงลักษณะของบริการภายในเว็บไซต์ ในกรณีนี้จะทำให้ชื่อเว็บไซต์ง่ายต่อการค้นหาและจดจำได้ส่วนหนึ่ง เช่น จะค้นหาโรงแรมที่พัก เว็บไซต์ที่ให้คำว่า Hotel เป็นชื่อประกอบจะค้นหาได้ง่ายกว่าการใช้ชื่อโรงแรมที่เป็นชื่อเฉพาะ
8. ในกรณีที่ใช้ชื่อที่ไม่มีความหมายตั้งชื่อเว็บไซต์ แต่ขอให้จำง่ายเป็นการดี เนื่องจากชื่อที่ใช้เหล่านั้นอาจจะเป็นคำที่ง่ายต่อการจดจำ และสิ่งที่สนับสนุนให้เว็บไซต์มีคนเข้าอาจจะเป็นคุณภาพการบริการที่ดีของเว็บไซต์นั้นด้วย เช่น google.com เป็นชื่อที่ไม่มีความหมาย แต่สิ่งที่ลูกค้าจำได้และนิยมใช้คือการบริการที่มีคุณภาพและชื่อแปลกจึงเป็นที่นิยม
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
ป้ายกำกับ:
การจดโดเมน
วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
Link Wheel วงล้อมหัศจรรษ์
Link Wheel คือลิงค์วงล้อมหัศจรรษ์ ที่ใช้หลักการเชื่อมโยงเป็นวงกลมแวดล้อมเว็บไซต์หลัก และส่งลิงค์ทั้งหมด
กลับไปยังเว็บไซต์หลักซึ่งเป็นระบบของการทำ Seo เพื่อดันคีย์เวิร์ดให้เว็บไซต์ติดอันดับได้เร็วและหนาแน่นขึ้น
กลับไปยังเว็บไซต์หลักซึ่งเป็นระบบของการทำ Seo เพื่อดันคีย์เวิร์ดให้เว็บไซต์ติดอันดับได้เร็วและหนาแน่นขึ้น
วิธีทำ หาเปิดเว็บฟรี (หรือที่เรียกกันว่า web2.0) สัก6เว็บขึ้นไป เขียนเนื้อหาและส่งลิงค์กลับมายังเว็บหลักที่ทำเงิน
กับ web2.0 ที่ฟรีเชื่อมโยงกันให้ครบทั้ง6เว็บ เพื่อล่อให้บอทวิ่งวนอยู่ในเว็บเราเป็นส่วนใหญ่ หลังจากเปิดเว็บบล็อค
(web2.0) และเชื่อมโยงเสร็จเรียบร้อย ให้นำเว็บบล็อคทั้งหมดไปที่ Social Bookmark ต่างๆเพื่อโปรโมทเรียกบอท
ให้วิ่งเข้ามาเก็บข้อมูลยังเว็บเราทั้งหมด
Link Wheel สามารถดัดแปลงระบบการเชื่อมโยงให้สลับซับซ้อนได้อย่างไม่จำกัดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละ
บุคคล ดังรูปภาพที่นำมารวบรวมไว้จากเว็บของเมืองนอกต่างๆ มากกว่า20รูปแบบ
กับ web2.0 ที่ฟรีเชื่อมโยงกันให้ครบทั้ง6เว็บ เพื่อล่อให้บอทวิ่งวนอยู่ในเว็บเราเป็นส่วนใหญ่ หลังจากเปิดเว็บบล็อค
(web2.0) และเชื่อมโยงเสร็จเรียบร้อย ให้นำเว็บบล็อคทั้งหมดไปที่ Social Bookmark ต่างๆเพื่อโปรโมทเรียกบอท
ให้วิ่งเข้ามาเก็บข้อมูลยังเว็บเราทั้งหมด
Link Wheel สามารถดัดแปลงระบบการเชื่อมโยงให้สลับซับซ้อนได้อย่างไม่จำกัดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละ
บุคคล ดังรูปภาพที่นำมารวบรวมไว้จากเว็บของเมืองนอกต่างๆ มากกว่า20รูปแบบ
ป้ายกำกับ:
SEO
5 กฎทองในการจดชื่อโดเมนเนม
5 กฎทองในการจดชื่อโดเมนเนม
ผู้เขียน: สรพงษ์ อุนนาภิรักษ์
21 กรกฎาคม 2543
เนื่องจากโดเมนเนมถูกจดมากขึ้นทุกๆ วัน กว่า 40,000 ชื่อ ดังนั้นการที่จะหาชื่อโดเมนเนมดีๆ ซักชื่อก็ยากตามไปด้วย กฎ 5 ข้อตรงนี้ จะช่วยคุณหาชื่อใหม่ที่ดีได้ง่ายๆ แต่ก็ต้องจำไว้ด้วยว่าชื่อใหม่ของคุณนี้อาจจะไม่ฮ็อตติดปากชาวเน็ตก็ได้ แม้ว่าคุณจะทำตามกฎทุกๆ ข้ออย่างพิถีพิถันแล้วก็ตาม
อาจจะดีกว่า ถ้าคุณจะใช้กฎทั้ง 5 ข้อนี้เป็นแค่แนวทาง แต่ถ้าคุณอยากฝ่ากฎซักข้อออกไป ถ้าให้ผมเดา ชื่อใหม่ของคุณคงจะไม่อยู่ในโพยที่ติดกลุ่มตลาดแน่ เอาละครับ.. ลองมาเริ่มอ่านกฎซักข้อ แล้วหาโดเมนเนมที่คุณฝันไว้กันเลยดีกว่า ขอให้โชคดีนะครับ
1. หลีกเลี่ยงสำนวนหรือคำพ้อง
2. ถ้าจะลงทุน ก็ขอให้คิดอย่างนักลงทุน
3. ถ้าจะต้องจด ก็ต้องเลือกให้หมด
4. อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน
5. อย่ารีบร้อน แต่ก็อย่านอนใจ
1. หลีกเลี่ยงสำนวนหรือคำพ้อง
ชื่อหรือคำพูดตลกๆ อ่านจะฟังดูน่าสนใจถ้าคุณได้ยินเป็นครั้งแรกจากเพื่อนหรือในวงเหล้า และอาจจะยังให้ความรู้สึกดีๆ อยู่ถ้าคุณได้เห็นหรือได้ยินเป็นครั้งที่สองตอนนั่งรถ TAXI กลับบ้าน แต่เรื่องตลกเรื่องเดียวกันจะทำให้คุณรู้สึกแย่เอามากๆ ถ้าไปถึงที่ทำงานเช้าวันรุ่งขึ้นแล้วได้ยินมันอีก แล้วมันก็จะแย่ลงเรื่อยๆ… เพราะเสียงของมันจะตามมาหลอกหลอนคุณไปไม่รู้จบตราบเท่าที่คุณยังจำมันได้
โดเมนเนมหลายชื่อโด่งดังมาจากการตั้งชื่อโดยใช้คำพ้องต่างๆ เช่น "2" แทน "TO" หรือ "4" แทน "FOR" หรืออาจเป็น "U" แทน "YOU" ขณะเดียวกันก็มีโดเมนเนมอีกเป็นโหลๆ ที่กำลังแปรขบวนดาหน้าเข้ามาแข่งขันในสนามเดียวกัน ผมหรือคุณเองก็คงไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินการทำตามกันในเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณจะจดชื่อทำนองนี้ ก็ขอให้มองยาวๆ อย่าลืมนึกถึงความรู้สึกของลูกค้าของคุณที่จะต้องเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณโดยพิมพ์แก๊กตลกๆ นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยนะครับ
2. ถ้าจะลงทุน ก็ขอให้คิดอย่างนักลงทุน
ชื่อโดเมนเนมที่จะประสบความสำเร็จ จะมีคุณสมบัติที่สามารถแยกตัวเองออกมาให้โดดเด่นและแตกต่างจากโดเมนเนมอื่นๆ ที่อยู่รายล้อม ก่อนที่จะประกาศตัวออกสู่ความยิ่งใหญ่บนโลกอินเตอร์เน็ต ข้างล่างนี้อาจเป็นแนวทางที่ดีที่จะช่วยให้คุณสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับชื่อใหม่ของคุณ
- มองกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
พยายามตั้งชื่อที่เฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมายของคุณ ขณะเดียวกันก็จะต้องใช้ได้กว้างและติดตลาดได้ง่าย คุณอาจเริ่มจากการจำแนกประเภทธุรกิจให้เล็กลงเรื่อยๆ แล้วมองหาชื่อโดเมนเนมที่จะสามารถกระตุ้นความสนใจหรือทำให้เกิดความประทับใจต่อธุรกิจเหล่านั้น อย่างเช่นในกลุ่มเดินทางท่องเที่ยว ก็อาจเป็นชื่อ "holidayweb.com" และถ้าจะเปิดรับพวก Hacker ก็อาจเป็นชื่อ "cyberpunk.com" หรือ "cryptofascist.com" ก็ได้ถ้าคุณชอบ
- ตามกระแส.. หรือไม่ก็สร้างกระแสมันซะเลย
ถ้าคุณค่อนข้างจะซีเรียสในการตั้งชื่อโดเมนเนม ก็คงต้องพยายามแล้วก็ตามกระแสนวัตกรรมของอินเตอร์เน็ต มีเว็บไซต์เป็นพันที่จะให้ข้อมูลพัฒนาการล่าสุดให้กับคุณ.. ลองใช้มัน หรือแม้แต่ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวันก็อาจช่วยสร้างไอเดียดีๆ ให้คุณได้ และก็ขอให้จำไว้อย่างว่าการจับกระแสคลื่นที่มาถึงตัวคุณแล้วขึ้นไปพิชิตมันได้นั้นเป็นเรื่องสุดยอด แต่จะยิ่งเยี่ยมถ้าคุณมองเห็นลูกต่อไป
- ทำตามความคิดของคุณ
จินตนาการบางครั้งก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์ทางตรรกะได้ลำบาก ดังนั้นถ้าคุณคิดไอเดียแจ๋วๆ ได้ในขณะที่คนรอบตัวคุณยังมองไม่เห็นศักยภาพของมัน ก็ขอให้จดมันเลย อย่าลังเล เว้นแต่ชื่อที่คุณคิดได้จะอยู่ภายใต้กฎข้อที่ 1
3. ถ้าจะต้องจด ก็ต้องเลือกให้หมด
กฎข้อนี้มีไว้สำหรับนักลงทุนที่มีสายป่านค่อนข้างยาวเท่านั้น ที่เหลือไม่ขอแนะนำ ให้ข้ามไปอ่านข้อต่อไปได้เลยครับ
คุณต้องตรวจสอบว่าชื่อโดเมนเนมของคุณสามารถใช้ได้ทั้งลักษณะของเอกพจน์และพหูพจน์หรือไม่ ซึ่งถ้าหากจะต้องมีทั้งเติม "S" และไม่เติม "S" คุณก็จะต้องจดทั้ง 2 ชื่อ ต่อมาก็จะต้องดูว่าชื่อของคุณมีหลายพยางค์หรือเปล่า ซึ่งถ้ามีก็ต้องจดเป็นแบบที่มี "-" คั่นด้วย (ถ้ายังจำกันได้ Mark&Spencer เคย suffer มาแล้ว จากการจดชื่อ mark-and-spencer.com โดยลืมจดชื่อ markandspencer.com ทำให้ถูกพวก squatter ไปจดมาขายจนมีคดีฟ้องร้องกันมาแล้ว)
ใช้พจนานุกรมและความคิดของคุณอีกเล็กน้อยลองหาคำอื่นที่มีความหมายเหมือนกัน ซึ่งถ้าเอามาใช้แทนก็จะ work ได้ เช่น ถ้าคุณจดคำว่า "money" ไว้แล้ว ก็น่าจะลองพิจารณาคำว่า "cash" "credit" หรือ "finance" ดู
ที่แนะนำมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันพวก squatter น่ะครับ เพราะมีคดีความกันมามาก ซึ่งคุณก็จะต้องสู้อย่างถวายหัวใช้มั๊ยครับถ้าหากมีใครจดชื่อเว็บไซต์คล้ายๆ คุณแล้วเอามาใช้ผิดที่ผิดทางให้เกิดความเข้าใจผิด (whitehouse.com ถูกจดมาทำเป็นเว็บไซต์ลามก นี่เป็นคดีตัวอย่างเลย แม้ว่าจะเป็นคนละชื่อกับ whitehouse.gov ของทำเนียบขาวก็เถอะ แต่คุณเองก็คงเห็นเหมือนกันว่าจนถึงตอนนี้เว็บนี้ก็ยังอยู่) คุณเองก็คงไม่อยากเสียเงินเสียทองและเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล ไหนจะเรื่องการสร้างชื่อเสียงคืนมาอีก ดังนั้นถ้าพอมีสตางค์ก็ ล้อมคอกเถอะครับ.. ก่อนที่วัวจะหาย
4. อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน
squatter หลายคนร่ำรวยจากการมองหาชื่อที่คล้ายคลึงกับโดเมนเนมดังๆ หรือถ้ามีคนจดชื่อ .com ไปแล้วก็จะไปจด .net และ .org หรือแม้แต่ sub-domain อื่นๆ ในประเทศที่ธุรกิจนั้นทำอยู่ กฎข้อนี้ไม่มีอะไรนอกไปจากต้องการจะเตือนคุณที่บางครั้งอาจมองเห็นโอกาสจากชื่อโดเมนเนมของคนอื่น มองข้ามมันไปเถอะ มันไม่คุ้มที่จะทำหรอกครับ
5. อย่ารีบร้อน แต่ก็อย่านอนใจ
อย่ารีบร้อนที่จะจดชื่อแรกที่คุณคิดขึ้นมาได้ ลองมองหาชื่ออื่น แล้วหาเวลาคุยหรือถามความเห็นจากเพื่อนหรือคนใกล้ตัวของคุณ แม้ว่าชื่อที่คุณตั้งใจจะจดจะมีโอกาสที่จะถูกจดไปก่อน แต่มันคุ้มค่ากับเงินที่คุณจะต้องจ่ายไปหากคิดที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ในภายหลัง ซึ่งชื่อเดิมของคุณก็อาจจะไม่เหลือค่าอะไรนอกจากเป็นหนี้ชิ้นนึงที่คุณต้องจ่าย แต่ขณะเดียวกันก็อย่าจมอยู่กับความคิดดีๆ ตลอดไป เพราะบนโลกอินเตอร์เน็ต.. เวลามีค่าที่สุด!!
ผู้เขียน: สรพงษ์ อุนนาภิรักษ์
21 กรกฎาคม 2543
เนื่องจากโดเมนเนมถูกจดมากขึ้นทุกๆ วัน กว่า 40,000 ชื่อ ดังนั้นการที่จะหาชื่อโดเมนเนมดีๆ ซักชื่อก็ยากตามไปด้วย กฎ 5 ข้อตรงนี้ จะช่วยคุณหาชื่อใหม่ที่ดีได้ง่ายๆ แต่ก็ต้องจำไว้ด้วยว่าชื่อใหม่ของคุณนี้อาจจะไม่ฮ็อตติดปากชาวเน็ตก็ได้ แม้ว่าคุณจะทำตามกฎทุกๆ ข้ออย่างพิถีพิถันแล้วก็ตาม
อาจจะดีกว่า ถ้าคุณจะใช้กฎทั้ง 5 ข้อนี้เป็นแค่แนวทาง แต่ถ้าคุณอยากฝ่ากฎซักข้อออกไป ถ้าให้ผมเดา ชื่อใหม่ของคุณคงจะไม่อยู่ในโพยที่ติดกลุ่มตลาดแน่ เอาละครับ.. ลองมาเริ่มอ่านกฎซักข้อ แล้วหาโดเมนเนมที่คุณฝันไว้กันเลยดีกว่า ขอให้โชคดีนะครับ
1. หลีกเลี่ยงสำนวนหรือคำพ้อง
2. ถ้าจะลงทุน ก็ขอให้คิดอย่างนักลงทุน
3. ถ้าจะต้องจด ก็ต้องเลือกให้หมด
4. อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน
5. อย่ารีบร้อน แต่ก็อย่านอนใจ
1. หลีกเลี่ยงสำนวนหรือคำพ้อง
ชื่อหรือคำพูดตลกๆ อ่านจะฟังดูน่าสนใจถ้าคุณได้ยินเป็นครั้งแรกจากเพื่อนหรือในวงเหล้า และอาจจะยังให้ความรู้สึกดีๆ อยู่ถ้าคุณได้เห็นหรือได้ยินเป็นครั้งที่สองตอนนั่งรถ TAXI กลับบ้าน แต่เรื่องตลกเรื่องเดียวกันจะทำให้คุณรู้สึกแย่เอามากๆ ถ้าไปถึงที่ทำงานเช้าวันรุ่งขึ้นแล้วได้ยินมันอีก แล้วมันก็จะแย่ลงเรื่อยๆ… เพราะเสียงของมันจะตามมาหลอกหลอนคุณไปไม่รู้จบตราบเท่าที่คุณยังจำมันได้
โดเมนเนมหลายชื่อโด่งดังมาจากการตั้งชื่อโดยใช้คำพ้องต่างๆ เช่น "2" แทน "TO" หรือ "4" แทน "FOR" หรืออาจเป็น "U" แทน "YOU" ขณะเดียวกันก็มีโดเมนเนมอีกเป็นโหลๆ ที่กำลังแปรขบวนดาหน้าเข้ามาแข่งขันในสนามเดียวกัน ผมหรือคุณเองก็คงไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินการทำตามกันในเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณจะจดชื่อทำนองนี้ ก็ขอให้มองยาวๆ อย่าลืมนึกถึงความรู้สึกของลูกค้าของคุณที่จะต้องเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณโดยพิมพ์แก๊กตลกๆ นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยนะครับ
2. ถ้าจะลงทุน ก็ขอให้คิดอย่างนักลงทุน
ชื่อโดเมนเนมที่จะประสบความสำเร็จ จะมีคุณสมบัติที่สามารถแยกตัวเองออกมาให้โดดเด่นและแตกต่างจากโดเมนเนมอื่นๆ ที่อยู่รายล้อม ก่อนที่จะประกาศตัวออกสู่ความยิ่งใหญ่บนโลกอินเตอร์เน็ต ข้างล่างนี้อาจเป็นแนวทางที่ดีที่จะช่วยให้คุณสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับชื่อใหม่ของคุณ
- มองกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
พยายามตั้งชื่อที่เฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมายของคุณ ขณะเดียวกันก็จะต้องใช้ได้กว้างและติดตลาดได้ง่าย คุณอาจเริ่มจากการจำแนกประเภทธุรกิจให้เล็กลงเรื่อยๆ แล้วมองหาชื่อโดเมนเนมที่จะสามารถกระตุ้นความสนใจหรือทำให้เกิดความประทับใจต่อธุรกิจเหล่านั้น อย่างเช่นในกลุ่มเดินทางท่องเที่ยว ก็อาจเป็นชื่อ "holidayweb.com" และถ้าจะเปิดรับพวก Hacker ก็อาจเป็นชื่อ "cyberpunk.com" หรือ "cryptofascist.com" ก็ได้ถ้าคุณชอบ
- ตามกระแส.. หรือไม่ก็สร้างกระแสมันซะเลย
ถ้าคุณค่อนข้างจะซีเรียสในการตั้งชื่อโดเมนเนม ก็คงต้องพยายามแล้วก็ตามกระแสนวัตกรรมของอินเตอร์เน็ต มีเว็บไซต์เป็นพันที่จะให้ข้อมูลพัฒนาการล่าสุดให้กับคุณ.. ลองใช้มัน หรือแม้แต่ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวันก็อาจช่วยสร้างไอเดียดีๆ ให้คุณได้ และก็ขอให้จำไว้อย่างว่าการจับกระแสคลื่นที่มาถึงตัวคุณแล้วขึ้นไปพิชิตมันได้นั้นเป็นเรื่องสุดยอด แต่จะยิ่งเยี่ยมถ้าคุณมองเห็นลูกต่อไป
- ทำตามความคิดของคุณ
จินตนาการบางครั้งก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์ทางตรรกะได้ลำบาก ดังนั้นถ้าคุณคิดไอเดียแจ๋วๆ ได้ในขณะที่คนรอบตัวคุณยังมองไม่เห็นศักยภาพของมัน ก็ขอให้จดมันเลย อย่าลังเล เว้นแต่ชื่อที่คุณคิดได้จะอยู่ภายใต้กฎข้อที่ 1
3. ถ้าจะต้องจด ก็ต้องเลือกให้หมด
กฎข้อนี้มีไว้สำหรับนักลงทุนที่มีสายป่านค่อนข้างยาวเท่านั้น ที่เหลือไม่ขอแนะนำ ให้ข้ามไปอ่านข้อต่อไปได้เลยครับ
คุณต้องตรวจสอบว่าชื่อโดเมนเนมของคุณสามารถใช้ได้ทั้งลักษณะของเอกพจน์และพหูพจน์หรือไม่ ซึ่งถ้าหากจะต้องมีทั้งเติม "S" และไม่เติม "S" คุณก็จะต้องจดทั้ง 2 ชื่อ ต่อมาก็จะต้องดูว่าชื่อของคุณมีหลายพยางค์หรือเปล่า ซึ่งถ้ามีก็ต้องจดเป็นแบบที่มี "-" คั่นด้วย (ถ้ายังจำกันได้ Mark&Spencer เคย suffer มาแล้ว จากการจดชื่อ mark-and-spencer.com โดยลืมจดชื่อ markandspencer.com ทำให้ถูกพวก squatter ไปจดมาขายจนมีคดีฟ้องร้องกันมาแล้ว)
ใช้พจนานุกรมและความคิดของคุณอีกเล็กน้อยลองหาคำอื่นที่มีความหมายเหมือนกัน ซึ่งถ้าเอามาใช้แทนก็จะ work ได้ เช่น ถ้าคุณจดคำว่า "money" ไว้แล้ว ก็น่าจะลองพิจารณาคำว่า "cash" "credit" หรือ "finance" ดู
ที่แนะนำมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันพวก squatter น่ะครับ เพราะมีคดีความกันมามาก ซึ่งคุณก็จะต้องสู้อย่างถวายหัวใช้มั๊ยครับถ้าหากมีใครจดชื่อเว็บไซต์คล้ายๆ คุณแล้วเอามาใช้ผิดที่ผิดทางให้เกิดความเข้าใจผิด (whitehouse.com ถูกจดมาทำเป็นเว็บไซต์ลามก นี่เป็นคดีตัวอย่างเลย แม้ว่าจะเป็นคนละชื่อกับ whitehouse.gov ของทำเนียบขาวก็เถอะ แต่คุณเองก็คงเห็นเหมือนกันว่าจนถึงตอนนี้เว็บนี้ก็ยังอยู่) คุณเองก็คงไม่อยากเสียเงินเสียทองและเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล ไหนจะเรื่องการสร้างชื่อเสียงคืนมาอีก ดังนั้นถ้าพอมีสตางค์ก็ ล้อมคอกเถอะครับ.. ก่อนที่วัวจะหาย
4. อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน
squatter หลายคนร่ำรวยจากการมองหาชื่อที่คล้ายคลึงกับโดเมนเนมดังๆ หรือถ้ามีคนจดชื่อ .com ไปแล้วก็จะไปจด .net และ .org หรือแม้แต่ sub-domain อื่นๆ ในประเทศที่ธุรกิจนั้นทำอยู่ กฎข้อนี้ไม่มีอะไรนอกไปจากต้องการจะเตือนคุณที่บางครั้งอาจมองเห็นโอกาสจากชื่อโดเมนเนมของคนอื่น มองข้ามมันไปเถอะ มันไม่คุ้มที่จะทำหรอกครับ
5. อย่ารีบร้อน แต่ก็อย่านอนใจ
อย่ารีบร้อนที่จะจดชื่อแรกที่คุณคิดขึ้นมาได้ ลองมองหาชื่ออื่น แล้วหาเวลาคุยหรือถามความเห็นจากเพื่อนหรือคนใกล้ตัวของคุณ แม้ว่าชื่อที่คุณตั้งใจจะจดจะมีโอกาสที่จะถูกจดไปก่อน แต่มันคุ้มค่ากับเงินที่คุณจะต้องจ่ายไปหากคิดที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ในภายหลัง ซึ่งชื่อเดิมของคุณก็อาจจะไม่เหลือค่าอะไรนอกจากเป็นหนี้ชิ้นนึงที่คุณต้องจ่าย แต่ขณะเดียวกันก็อย่าจมอยู่กับความคิดดีๆ ตลอดไป เพราะบนโลกอินเตอร์เน็ต.. เวลามีค่าที่สุด!!
ป้ายกำกับ:
การจดโดเมน
joomla คืออะไร
joomla คืออะไร คำถามนี้มักจะอยู่ในใจของทุกคน ในขณะที่คุณได้ยินคำว่า "joomla" เป็นครั้งแรก เพราะชื่อที่ฟังแล้วแปลกหู เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคย แต่ถ้าหากเป็นคนที่อยู่ในวงการ Internet และ Website แล้วหละก็ ผมเชื่อแน่ว่า joomla คือ ชื่อที่ได้ยินแล้วรู้สึกโปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับ joomla กันผมขอเกริ่นนำเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์ให้พอเข้าใจกันก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการทำความเข้าใจกับ joomla
การสร้างเว็บไซต์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ วัน เริ่มจากการใช้ภาษาในการเขียนเว็บไม่กี่ภาษา มาเป็นใช้ภาษาหลาย ๆ ภาษาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษา HTML, DHTML, PHP, ASP ฯลฯ นอกจากนี้หากต้องการให้เว็บไซต์ของเรามีความสวยงามก็จะต้องมีความรู้ทางด้านกราฟฟิกส์อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อ ย่อ ขยาย รูปภาพ สร้างภาพที่เป็น GIF Animation หรือจะให้ดูนุ่มนวลก็จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการสร้าง Flash ด้วยความหลายกหลายที่จำเป็นจำต้องมีในเว็บไซต์นั้น การที่จะสร้างเว็บส่วนตัว หรือองค์กรให้สวยงามและมีประสิทธิภาพ ด้วยคนเพียงคนเดียวนั้นอาจต้องใช้เวลานานมาก ด้วยเหตุนี้ปัจจุบันจึงมีกลุ่มคนที่รวมตัวกัน และร่วมกันพัฒนา ต้องขอใช้คำว่า "เว็บไซต์กึ่งสำเร็จรูป" ขึ้นมา เพื่อเป็นการลดภาระการทำงานหลาย ๆ ด้าน ให้มีความง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยให้ความหมายกับสิ่งที่พวกเขาได้พัฒนาขึ้นว่า CMS
joomla เป็น CMS ตัวหนึ่งในหลาย ๆ ตัวที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน สำหรับคุณที่ยังไม่รู้จักว่า CMS คืออะไร ขออธิบายสั้น ๆ เพิ่มเติมดังนี้ครับ CMS นั้นเป็นอักษรย่อของ คำว่า "Content Management System" ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทย หมายถึง ระบบบริหารจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราจะต้องดูแลก็คือเนื้อหาของเว็บไซต์ เช่น การเพิ่มบทความ การเพิ่มรูปภาพ หรือการปรับแต่งโยกย้ายโมดูลต่าง ๆ ไม่จำเป็นจะต้องมานั่งเขียน Code ด้วยภาษา HTML, PHP, SQL เพียงแต่เรียนรู้วิธีการติดตั้ง การปรับแต่ง การใช้งาน CMS เท่านั้น สำหรับ Code ต่าง ๆ ที่นำมาสร้าง และ ออกแบบเว็บไซต์ จะทำโดยทีมงานของผู้พัฒนา CMS ของแต่ละทีม ซึ่งทำให้ประหยัดเวลาในการสร้าง และออกแบบเว็บไซต์ ได้อย่างมาก
joomla เป็น CMS ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ เพราะมีระบบการจัดการเนื้อหาที่มีรูปแบบสากล การปรับแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ทำได้ง่าย เพราะ joomla ถูกออกแบบมาให้รองรับกับเทคโนโลยีการ ออกแบบเว็บไซต์ สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับ Flash หรือ GIF Animation นอกจากนี้คุณยังสามารถ Download template ได้อย่างมากมายมีทั้งแบบที่สามารถนำมาใช้งานได้ฟรี (โดยให้เครดิตผู้สร้างนิดหน่อย เช่น ไม่ลบชื่อทีมพัฒนา template นั้นออกจาก template เป็นต้น) หรือหากต้องการ template ที่มีประสิทธิภาพ และมีความสวยงาม ก็สามารถหาซื้อมาใช้ได้ เพราะมีเว็บไซต์ที่ให้บริการจัดทำ template ของ joomla อยู่มากมาย จุดเด่นของ joomla อีกจุดหนึ่งก็คือมี Extension จำนวนมากให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้งาน เช่น component, module, Plugin มีทั้งแบบฟรี และแบบต้องชำระเงิน สำหรับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ joomla คือ http://www.joomla.org เป็นศูนย์รวมข่าวสารการ Update joomla และคุณสามารถ download joomla และ extension ต่าง ๆ ได้จากที่นี่
joomla มีการ Update อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าการ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วย CMS joomla จะมีความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบัน (ตุลาคม 2553) เป็นรุ่น 1.5.21 และที่สำคัญที่สุด joomla รองรับภาษาไทย 100% เพราะมีทีมงานที่คอยดูแลเรื่องภาษา ทำให้เราไม่ต้องมากังวลกับการใช้งานภาษาไทยว่าจะผิดเพี้ยนในส่วนใดหรือไม่ และในขณะนี้ Team ผู้พัฒนา joomla กำลังร่วมกันพัฒนา joomla รุ่นใหม่ คือ joomla 1.6 ซึ่งในขณะนี้ก็ใกล้จะได้ใช้งานกันในเวลาอันใกล้นี้
สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ สำหรับการใช้งาน joomla
สำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน joomla แล้วเกิดปัญหานั้นส่วนใหญ่ ไม่ได้มาจากตัวของ joomla แต่มักจะมีปัญหากับ PHP, MySql, เวอร์ชั่นเก่า ทำให้เกิดปัญหาได้ สำหรับการตรวจเช็คนั้นไม่ยากเลย เพราะในตอนที่ดำเนินการติดตั้งนั้น จะมีหน้าเว็บเพจที่ตรวจสอบว่าสามารถติดตั้ง หรือรองรับได้หรือไม่ หากไม่รองรับให้หาตัวใหม่มาลง เพราะฉะนั้นตอนติดตั้งมักไม่ค่อยเกิดปัญหา แต่จะเกิดปัญหาตอนที่เราติดตั้งตัวเสริมต่าง ๆ (Extension) ซึ่งบางตัวถึงขั้นไม่สามารถใช้งานได้เลย เพราะติดตั้งไปก็จะ error หรือติดตั้งผ่าน แต่พอใช้งานจริงก็จะมีปัญหา สำหรับคุณที่ต้องการติดตั้งบนโฮสติ้ง ก่อนจะใช้บริการก็ควรเช็ครายละเอียดของโฮสติ้งให้ดีว่า PHP, MySql นั้นเวอร์ชั่นใหม่หรือไม่ จะได้เกิดปัญหาน้อยลง
Control Panel หัวใจของการจัดการเว็บไซต์
ในส่วนนี้ขอกล่าวเลยไปถึงการจัดการเรื่องสิทธิ์บนโฮสติ้งด้วย เพราะโฮสแต่ละโฮส ก็ีมีนโยบายความปลอดภัยไม่เท่ากัน บางโฮสมีความเข้มงวดมากก็จะทำให้คุณต้องอ่านรายละเอียดการใช้งาน เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น สรุปว่าปลอดภัยแต่ใช้ยากขึ้น (นิดนึง) หากคุณเลือกใช้โฮสในลักษณะนี้มักเกิดปัญหา และต้องโทรหาเจ้าของโฮสอยู่บ่อย ๆ อย่างแน่นอน นอกจากนี้เครื่องมือที่ช่วยในการบริหารจัดการโฮสติ้งก็แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ Operating System ที่โฮสนั้น ๆ เลือกใช้
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
การสร้างเว็บไซต์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ วัน เริ่มจากการใช้ภาษาในการเขียนเว็บไม่กี่ภาษา มาเป็นใช้ภาษาหลาย ๆ ภาษาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษา HTML, DHTML, PHP, ASP ฯลฯ นอกจากนี้หากต้องการให้เว็บไซต์ของเรามีความสวยงามก็จะต้องมีความรู้ทางด้านกราฟฟิกส์อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อ ย่อ ขยาย รูปภาพ สร้างภาพที่เป็น GIF Animation หรือจะให้ดูนุ่มนวลก็จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการสร้าง Flash ด้วยความหลายกหลายที่จำเป็นจำต้องมีในเว็บไซต์นั้น การที่จะสร้างเว็บส่วนตัว หรือองค์กรให้สวยงามและมีประสิทธิภาพ ด้วยคนเพียงคนเดียวนั้นอาจต้องใช้เวลานานมาก ด้วยเหตุนี้ปัจจุบันจึงมีกลุ่มคนที่รวมตัวกัน และร่วมกันพัฒนา ต้องขอใช้คำว่า "เว็บไซต์กึ่งสำเร็จรูป" ขึ้นมา เพื่อเป็นการลดภาระการทำงานหลาย ๆ ด้าน ให้มีความง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยให้ความหมายกับสิ่งที่พวกเขาได้พัฒนาขึ้นว่า CMS
joomla เป็น CMS ตัวหนึ่งในหลาย ๆ ตัวที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน สำหรับคุณที่ยังไม่รู้จักว่า CMS คืออะไร ขออธิบายสั้น ๆ เพิ่มเติมดังนี้ครับ CMS นั้นเป็นอักษรย่อของ คำว่า "Content Management System" ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทย หมายถึง ระบบบริหารจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราจะต้องดูแลก็คือเนื้อหาของเว็บไซต์ เช่น การเพิ่มบทความ การเพิ่มรูปภาพ หรือการปรับแต่งโยกย้ายโมดูลต่าง ๆ ไม่จำเป็นจะต้องมานั่งเขียน Code ด้วยภาษา HTML, PHP, SQL เพียงแต่เรียนรู้วิธีการติดตั้ง การปรับแต่ง การใช้งาน CMS เท่านั้น สำหรับ Code ต่าง ๆ ที่นำมาสร้าง และ ออกแบบเว็บไซต์ จะทำโดยทีมงานของผู้พัฒนา CMS ของแต่ละทีม ซึ่งทำให้ประหยัดเวลาในการสร้าง และออกแบบเว็บไซต์ ได้อย่างมาก
joomla เป็น CMS ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ เพราะมีระบบการจัดการเนื้อหาที่มีรูปแบบสากล การปรับแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ทำได้ง่าย เพราะ joomla ถูกออกแบบมาให้รองรับกับเทคโนโลยีการ ออกแบบเว็บไซต์ สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับ Flash หรือ GIF Animation นอกจากนี้คุณยังสามารถ Download template ได้อย่างมากมายมีทั้งแบบที่สามารถนำมาใช้งานได้ฟรี (โดยให้เครดิตผู้สร้างนิดหน่อย เช่น ไม่ลบชื่อทีมพัฒนา template นั้นออกจาก template เป็นต้น) หรือหากต้องการ template ที่มีประสิทธิภาพ และมีความสวยงาม ก็สามารถหาซื้อมาใช้ได้ เพราะมีเว็บไซต์ที่ให้บริการจัดทำ template ของ joomla อยู่มากมาย จุดเด่นของ joomla อีกจุดหนึ่งก็คือมี Extension จำนวนมากให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้งาน เช่น component, module, Plugin มีทั้งแบบฟรี และแบบต้องชำระเงิน สำหรับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ joomla คือ http://www.joomla.org เป็นศูนย์รวมข่าวสารการ Update joomla และคุณสามารถ download joomla และ extension ต่าง ๆ ได้จากที่นี่
joomla มีการ Update อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าการ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วย CMS joomla จะมีความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบัน (ตุลาคม 2553) เป็นรุ่น 1.5.21 และที่สำคัญที่สุด joomla รองรับภาษาไทย 100% เพราะมีทีมงานที่คอยดูแลเรื่องภาษา ทำให้เราไม่ต้องมากังวลกับการใช้งานภาษาไทยว่าจะผิดเพี้ยนในส่วนใดหรือไม่ และในขณะนี้ Team ผู้พัฒนา joomla กำลังร่วมกันพัฒนา joomla รุ่นใหม่ คือ joomla 1.6 ซึ่งในขณะนี้ก็ใกล้จะได้ใช้งานกันในเวลาอันใกล้นี้
สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ สำหรับการใช้งาน joomla
สำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน joomla แล้วเกิดปัญหานั้นส่วนใหญ่ ไม่ได้มาจากตัวของ joomla แต่มักจะมีปัญหากับ PHP, MySql, เวอร์ชั่นเก่า ทำให้เกิดปัญหาได้ สำหรับการตรวจเช็คนั้นไม่ยากเลย เพราะในตอนที่ดำเนินการติดตั้งนั้น จะมีหน้าเว็บเพจที่ตรวจสอบว่าสามารถติดตั้ง หรือรองรับได้หรือไม่ หากไม่รองรับให้หาตัวใหม่มาลง เพราะฉะนั้นตอนติดตั้งมักไม่ค่อยเกิดปัญหา แต่จะเกิดปัญหาตอนที่เราติดตั้งตัวเสริมต่าง ๆ (Extension) ซึ่งบางตัวถึงขั้นไม่สามารถใช้งานได้เลย เพราะติดตั้งไปก็จะ error หรือติดตั้งผ่าน แต่พอใช้งานจริงก็จะมีปัญหา สำหรับคุณที่ต้องการติดตั้งบนโฮสติ้ง ก่อนจะใช้บริการก็ควรเช็ครายละเอียดของโฮสติ้งให้ดีว่า PHP, MySql นั้นเวอร์ชั่นใหม่หรือไม่ จะได้เกิดปัญหาน้อยลง
Control Panel หัวใจของการจัดการเว็บไซต์
ในส่วนนี้ขอกล่าวเลยไปถึงการจัดการเรื่องสิทธิ์บนโฮสติ้งด้วย เพราะโฮสแต่ละโฮส ก็ีมีนโยบายความปลอดภัยไม่เท่ากัน บางโฮสมีความเข้มงวดมากก็จะทำให้คุณต้องอ่านรายละเอียดการใช้งาน เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น สรุปว่าปลอดภัยแต่ใช้ยากขึ้น (นิดนึง) หากคุณเลือกใช้โฮสในลักษณะนี้มักเกิดปัญหา และต้องโทรหาเจ้าของโฮสอยู่บ่อย ๆ อย่างแน่นอน นอกจากนี้เครื่องมือที่ช่วยในการบริหารจัดการโฮสติ้งก็แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ Operating System ที่โฮสนั้น ๆ เลือกใช้
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
ป้ายกำกับ:
เว็บสำเร็จรูป
โดเมนเนมมาจากไหน? (ภาค ๑)
หลายท่านอาจจะรู้และคุ้นเคยกับความหมายของโดเมนเนมอยู่แล้วว่าคืออะไร ใช้ทำอะไร และสำคัญอย่างไร แต่อาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของโดเมนเนม และอยากจะรู้ว่าจริงๆ แล้วโดเมนเนมที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อไหร่ และใครเป็นคนต้นคิด รวมทั้งพัฒนาการซึ่งต่อยอดจนทำให้เกิด ICANN และการเปิดเสรีโดเมนเนมในปัจจุบัน เนื่องจาก DomainAtCost.com เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการเกี่ยวกับโดเมนเนม และเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเราที่ต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเผยแพร่ความรู้ให้กับชาวเน็ต วันนี้ผมจึงขออาสาพาคุณย้อนรอยประวัติศาสตร์ไปพบกับเรื่องราวของโดเมนเนม.. ตามผมมาเลยครับ
โดเมนเนมหรือชื่อโดเมนนั้น เกิดขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ในการที่จะให้ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายสามารถที่จะเข้าถึงหรือเรียกไปยังโฮสต์ที่ต้องการได้โดยใช้ชื่อที่สามารถจดจำได้ง่ายแทนที่จะเป็นชุดของตัวเลขซึ่งยากแก่การจดจำและไม่สะดวกที่จะพูด แต่ก่อนที่ผมจะพาคุณไปสู่เรื่องราวของโดเมนเนม เพื่อให้คุณสามารถประติดประต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ผมจะขอพาคุณแวะไปดูเรื่องราวเครือข่ายที่เป็นที่มาของโดเมนเนมที่เราเรียกกันว่า Internet กันก่อนครับ
ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1962 ภายหลังจากที่ Leonard Kleinrock นักวิจัยจาก MIT ได้นำเสนอทฤษฎี Packet Switching เพียง 1 ปี แนวคิดเรื่อง "Galactic Network" ก็ได้ถูกเขียนขึ้นโดย J.C.R. Licklider นักวิจัยจากสถาบันเดียวกัน โดยได้เสนอแนวคิดที่จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ทั้งหมดบนโลกเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ทุกคนบนโลกสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือโปรแกรมที่มีอยู่ได้ ไม่ว่าผู้ร้องขอจะอยู่ที่ใดและไม่ว่าข้อมูลหรือโปรแกรมเหล่านั้นจะอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ตาม
ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน Licklider ก็เข้ามาเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยด้านคอมพิวเตอร์คนแรกของ DARPA (US Defense Advanced Research Projects Administration) โดยที่ยังคงผลักดันแนวคิดเรื่องเครือข่ายของเขาต่อไป
หลังจากนั้นอีก 4 ปี คือในปลายปี ค.ศ.1966 แนวคิดของ Kleinrock และ Licklider เริ่มที่จะมองเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น เมื่อ Lawrence G. Roberts แห่งมหาวิทยาลัย MIT ได้ไปที่ DARPA และนำแนวคิดทั้งสองมาผูกโยงเข้าด้วยกันภายใต้โครงข่ายที่มีชื่อว่า "ARPANET" ซึ่ง Roberts ได้ประกาศแนวคิดนี้ออกสู่สาธารณะในปี ค.ศ.1967
ในช่วงเวลาเดียวกับที่ MIT ได้ทำการพัฒนาแนวคิดดังกล่าว (ค.ศ.1961-1967) ขณะนั้นก็มีอีก 2 สถาบันที่ได้ดำเนินการวิจัยมาพร้อมๆ กัน คือ RAND ภายใต้การนำของ Paul Baran ซึ่งวิจัยเรื่องการนำ Packet Switching มาใช้ในการส่งข้อมูลทางการทหาร (ค.ศ.1962-1965) และ NPL ของประเทศอังกฤษ โดย Donald Davies และ Roger Scantlebury ก็ได้พัฒนาแนวคิดเรื่อง Packet Switching ให้เป็นความจริงขึ้นมา (ค.ศ.1964-1967) โดยที่แต่ละฝ่ายต่างไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าขณะที่ทำการวิจัยในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีสถาบันอื่นเริ่มต้นการวิจัยในหัวข้อเดียวกัน (ผลการวิจัยเรื่อง Packet Switching ของ NPL นี้ได้ช่วยให้ ARPANET สามารถปรับปรุงความเร็วในการรับส่งข้อมูลจาก 2.4 kbps ไปเป็น 50 kbps ในเวลาต่อมา)
ARPANET ได้กลายเป็นความจริงขึ้นมาในเดือนกันยายน 1969 เมื่อมีการเชื่อมต่อโฮสต์ของสถาบันวิจัยต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยมีโหนดแรกอยู่ที่ UCLA ดูแลโดย Kleinrock ซึ่งเป็นส่วนของ Network Managemant Center โหนดที่สองอยู่ที่ SRI (Stanford Research Institute) ทำหน้าที่ดูแลเก็บรักษารายชื่อของโฮสต์และ IP Address ทั้งหมดในเครือข่าย ต่อมามหาวิทยาลัย UC Santa Barbara และ University of Utah ก็เป็นอีก 2 โหนดที่เชื่อมต่อเข้าไปยัง ARPANET เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเรื่องการ refresh หน้าจอและการแสดงผลแบบ 3 มิติบนเครือข่าย ดังนั้นจนถึงสิ้นปี ค.ศ.1969 จำนวนโฮสต์ทั้งหมดที่เชื่อมต่อในเครือข่าย ARPANET จึงมีเพียง 4 โฮสต์เท่านั้น
เดือนธันวาคมปีต่อมา ในขณะที่จำนวนโฮสต์ที่เชื่อมต่อเข้าสู่ ARPANET เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง Network Working Group (NWG) ภายใต้การนำของ S. Crocker ก็ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโปรโตคอลที่ใช้ในการติดต่อระหว่างโฮสต์ โดยตั้งชื่อว่า Network Control Protocal (NCP) ซึ่งโปรโตคอลดังกล่าวได้ถูกนำมาติดตั้งใช้งานในเครือข่าย ARPANET จนเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1972 ซึ่งนับจากนั้นมา การพัฒนา Application ต่างๆ บนเครือข่ายก็เริ่มต้นขึ้น โดยในเดือนมีนาคมปีเดียวกันนั้นเอง โปรแกรมในการรับส่งข่าวสารผ่าน email โปรแกรมแรกได้ถูกเขียนขึ้นโดย Ray Tomlinson และต่อมาในเดือนกรกฎาคม Lawrence G. Roberts ก็ได้เขียนโปรแกรมรับส่ง email ซึ่งมีอรรถประโยชน์สูงขึ้น เช่น สามารถแสดงรายชื่อ email ที่ได้รับและเลือกเปิดอ่านได้ รวมทั้งการตอบกลับและการทำ forward ซึ่งกลายมาเป็นต้นแบบของโปรแกรมรับส่ง email ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้
จากจุดเริ่มต้นของ ARPANET ด้วย Packet Switching Network จนมาเป็นเครือข่าย Internet ที่ครอบคลุมออกไปทั้ง Packet Satellite Network และ Ground-Based Packet Radio Network ในปัจจุบัน จริงๆ แล้วปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ Internet เกิดขึ้นมาได้ก็คือแนวคิดในเรื่องของ Internetworking Architecture ซึ่งช่วยให้เครือข่ายอิสระต่างๆ ซึ่งออกแบบเพื่อใช้งานในลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์กร สามารถเชื่อมต่อเข้าด้วยกันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ (ตามแนวคิดของ Bob Kahn เรื่อง Open-Architecture Networking ในปี ค.ศ.1972) อย่างไรก็ดี การติดต่อสื่อสารกันระหว่างโฮสต์ผ่านโปรโตคอล NCP ในเวลาต่อมาก็พบปัญหาในเรื่องของความสามารถในการระบุตำแหน่ง (address) ของโฮสต์ที่อยู่ในเครือข่าย และเนื่องจาก NCP ไม่มีการควบคุมความผิดพลาดของข้อมูลที่ส่งระหว่างต้นทางและปลายทาง ดังนั้นหากข้อมูลเกิดสูญหายไประหว่างทางก็จะทำให้การส่งข้อมูลหยุดชะงักไปได้
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว Kahn จึงตัดสินใจพัฒนาโปรโตคอลตัวใหม่ที่สามารถทำงานได้ใน Open-Architecture Network ซึ่งมีชื่อว่า Transmission Control Protocal/Internet Protocal หรือ TCP/IP ที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง
โดยในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1973 Kahn ได้ร่วมมือกับ Vint Cerf ซึ่งเคยอยู่ในทีมพัฒนาโปรโตคอล NCP อีกทั้งมีความรู้ในเรื่องของระบบปฏิบัติการเป็นอย่างดี ทำการพัฒนา TCP/IP ให้เป็นความจริงขึ้นมา ซึ่งหลักการสำคัญอย่างหนึ่งคือการระบุตำแหน่งของโฮสต์ด้วย IP Address ขนาด 32 บิท โดย 8 บิทแรกจะใช้ระบุเครือข่ายว่าเป็นเครือข่ายใด ส่วนอีก 24 บิทที่เหลือจะใช้ระบุตำแหน่งของโฮสต์ที่อยู่ในเครือข่ายนั้น ตั้งแต่นั้นมา TCP/IP ก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องและนำมาใช้แทน NCP ในเครือข่ายทั้งหมดของ ARPANET ในวันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ.1983
จากพัฒนาการในด้านต่างๆ ที่กล่าวมา และความแพร่หลายของ PC และเทคโนโลยีเครือข่ายขนาดเล็กในช่วงทศวรรษ 1970 จนมาถึงปี ค.ศ.1985 เครือข่าย Internet ก็เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ด้วยความนิยมในการใช้งาน Email Application และด้วยแนวคิดเรื่อง World Wide Web และ Browser ในทศวรรษต่อมาซึ่งนำมาสู่ความยิ่งใหญ่ของเครือข่าย Internet ในปัจจุบัน
ส่วนเรื่องของชื่อโดเมนนั้น ตามประวัติศาสตร์แล้วก็น่าจะเริ่มว่ากันตั้งแต่ที่ SRI ซึ่งตั้งอยู่ที่ Melo Park รัฐแคลิฟอร์เนีย (ต่อมารู้จักกันในชื่อของ The NIC) จัดทำ Host Table ที่ใช้จับคู่ชื่อของโฮสต์เข้ากับ IP Address ของเครื่องที่เก็บข้อมูลของโฮสต์นั้นๆ โดยนำมาใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี ค.ศ.1972 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการทำ virtual hosting (การอ้างถึงโฮสต์หลายโฮสต์ที่อยู่ในเครื่องเดียวกันโดยใช้เลข IP เดียวกัน) โดยการอ้างถึงโฮสต์ต่างๆ จะใช้เพียงชื่อโฮสต์เท่านั้น (ยังไม่มีการใช้ชื่อโดเมน) เช่น ISI, Berkeley, BBN และ email ก็จะใช้เป็น user@host เช่น Cerf@ISI, Fabry@Berkley หรือ Forsdick@BBN และเนื่องจากในขณะนั้นข้อมูลที่เก็บอยู่ใน Host Table ยังมีไม่มากนัก โดยสามารถเก็บลงในไฟล์ชื่อ hosts.txt เพียงไฟล์เดียวเท่านั้น ซึ่งไฟล์นี้จะมีการ update ข้อมูลสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ต่อมาเมื่อ ARPANET มีขนาดใหญ่ขึ้นก็เริ่มมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น เช่น
1. ความคับคั่งของเครือข่าย
เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดที่ถูกส่งมาจากโฮสต์ต่างๆ จะต้องวิ่งเข้ามา update ที่ SRI เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ทำให้ช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่เดิมไม่สามารถรองรับได้
2. ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนของชื่อโฮสต์
เนื่องจากชื่อโฮสต์ที่เก็บในไฟล์ hosts.txt ไม่สามารถตั้งให้ซ้ำกันได้ ซึ่งแม้ว่า SRI จะเป็นผู้กำหนดเลข IP แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะควบคุมการตั้งชื่อโฮสต์ ดังนั้นหากมีใครตั้งชื่อโฮสต์ไปก่อน ผู้ที่ตั้งทีหลังก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งให้ซ้ำกัน
3. เรื่องเสถียรภาพของเครือข่าย
เมื่อเครือข่ายขยายตัวใหญ่ขึ้น มีผู้ใช้และโฮสต์ที่มาเชื่อมต่อมากขึ้น การรักษาเสถียรภาพของเครือข่ายก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย
ผลกระทบจากปัญหาย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง ปัญหาจากขยายตัวอย่างรวดเร็วของเครือข่าย ARPANET นี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่คำตอบของปัญหานี้จะอยู่ที่ใครและจะเป็นไปอย่างไร ขอเชิญติดตามอ่านต่อใน โดเมนเนมมาจากไหน? (ภาค ๒) กันได้เลยครับ
โดเมนเนมหรือชื่อโดเมนนั้น เกิดขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ในการที่จะให้ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายสามารถที่จะเข้าถึงหรือเรียกไปยังโฮสต์ที่ต้องการได้โดยใช้ชื่อที่สามารถจดจำได้ง่ายแทนที่จะเป็นชุดของตัวเลขซึ่งยากแก่การจดจำและไม่สะดวกที่จะพูด แต่ก่อนที่ผมจะพาคุณไปสู่เรื่องราวของโดเมนเนม เพื่อให้คุณสามารถประติดประต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ผมจะขอพาคุณแวะไปดูเรื่องราวเครือข่ายที่เป็นที่มาของโดเมนเนมที่เราเรียกกันว่า Internet กันก่อนครับ
ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1962 ภายหลังจากที่ Leonard Kleinrock นักวิจัยจาก MIT ได้นำเสนอทฤษฎี Packet Switching เพียง 1 ปี แนวคิดเรื่อง "Galactic Network" ก็ได้ถูกเขียนขึ้นโดย J.C.R. Licklider นักวิจัยจากสถาบันเดียวกัน โดยได้เสนอแนวคิดที่จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ทั้งหมดบนโลกเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ทุกคนบนโลกสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือโปรแกรมที่มีอยู่ได้ ไม่ว่าผู้ร้องขอจะอยู่ที่ใดและไม่ว่าข้อมูลหรือโปรแกรมเหล่านั้นจะอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ตาม
ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน Licklider ก็เข้ามาเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยด้านคอมพิวเตอร์คนแรกของ DARPA (US Defense Advanced Research Projects Administration) โดยที่ยังคงผลักดันแนวคิดเรื่องเครือข่ายของเขาต่อไป
หลังจากนั้นอีก 4 ปี คือในปลายปี ค.ศ.1966 แนวคิดของ Kleinrock และ Licklider เริ่มที่จะมองเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น เมื่อ Lawrence G. Roberts แห่งมหาวิทยาลัย MIT ได้ไปที่ DARPA และนำแนวคิดทั้งสองมาผูกโยงเข้าด้วยกันภายใต้โครงข่ายที่มีชื่อว่า "ARPANET" ซึ่ง Roberts ได้ประกาศแนวคิดนี้ออกสู่สาธารณะในปี ค.ศ.1967
ในช่วงเวลาเดียวกับที่ MIT ได้ทำการพัฒนาแนวคิดดังกล่าว (ค.ศ.1961-1967) ขณะนั้นก็มีอีก 2 สถาบันที่ได้ดำเนินการวิจัยมาพร้อมๆ กัน คือ RAND ภายใต้การนำของ Paul Baran ซึ่งวิจัยเรื่องการนำ Packet Switching มาใช้ในการส่งข้อมูลทางการทหาร (ค.ศ.1962-1965) และ NPL ของประเทศอังกฤษ โดย Donald Davies และ Roger Scantlebury ก็ได้พัฒนาแนวคิดเรื่อง Packet Switching ให้เป็นความจริงขึ้นมา (ค.ศ.1964-1967) โดยที่แต่ละฝ่ายต่างไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าขณะที่ทำการวิจัยในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีสถาบันอื่นเริ่มต้นการวิจัยในหัวข้อเดียวกัน (ผลการวิจัยเรื่อง Packet Switching ของ NPL นี้ได้ช่วยให้ ARPANET สามารถปรับปรุงความเร็วในการรับส่งข้อมูลจาก 2.4 kbps ไปเป็น 50 kbps ในเวลาต่อมา)
ARPANET ได้กลายเป็นความจริงขึ้นมาในเดือนกันยายน 1969 เมื่อมีการเชื่อมต่อโฮสต์ของสถาบันวิจัยต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยมีโหนดแรกอยู่ที่ UCLA ดูแลโดย Kleinrock ซึ่งเป็นส่วนของ Network Managemant Center โหนดที่สองอยู่ที่ SRI (Stanford Research Institute) ทำหน้าที่ดูแลเก็บรักษารายชื่อของโฮสต์และ IP Address ทั้งหมดในเครือข่าย ต่อมามหาวิทยาลัย UC Santa Barbara และ University of Utah ก็เป็นอีก 2 โหนดที่เชื่อมต่อเข้าไปยัง ARPANET เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเรื่องการ refresh หน้าจอและการแสดงผลแบบ 3 มิติบนเครือข่าย ดังนั้นจนถึงสิ้นปี ค.ศ.1969 จำนวนโฮสต์ทั้งหมดที่เชื่อมต่อในเครือข่าย ARPANET จึงมีเพียง 4 โฮสต์เท่านั้น
เดือนธันวาคมปีต่อมา ในขณะที่จำนวนโฮสต์ที่เชื่อมต่อเข้าสู่ ARPANET เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง Network Working Group (NWG) ภายใต้การนำของ S. Crocker ก็ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโปรโตคอลที่ใช้ในการติดต่อระหว่างโฮสต์ โดยตั้งชื่อว่า Network Control Protocal (NCP) ซึ่งโปรโตคอลดังกล่าวได้ถูกนำมาติดตั้งใช้งานในเครือข่าย ARPANET จนเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1972 ซึ่งนับจากนั้นมา การพัฒนา Application ต่างๆ บนเครือข่ายก็เริ่มต้นขึ้น โดยในเดือนมีนาคมปีเดียวกันนั้นเอง โปรแกรมในการรับส่งข่าวสารผ่าน email โปรแกรมแรกได้ถูกเขียนขึ้นโดย Ray Tomlinson และต่อมาในเดือนกรกฎาคม Lawrence G. Roberts ก็ได้เขียนโปรแกรมรับส่ง email ซึ่งมีอรรถประโยชน์สูงขึ้น เช่น สามารถแสดงรายชื่อ email ที่ได้รับและเลือกเปิดอ่านได้ รวมทั้งการตอบกลับและการทำ forward ซึ่งกลายมาเป็นต้นแบบของโปรแกรมรับส่ง email ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้
จากจุดเริ่มต้นของ ARPANET ด้วย Packet Switching Network จนมาเป็นเครือข่าย Internet ที่ครอบคลุมออกไปทั้ง Packet Satellite Network และ Ground-Based Packet Radio Network ในปัจจุบัน จริงๆ แล้วปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ Internet เกิดขึ้นมาได้ก็คือแนวคิดในเรื่องของ Internetworking Architecture ซึ่งช่วยให้เครือข่ายอิสระต่างๆ ซึ่งออกแบบเพื่อใช้งานในลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์กร สามารถเชื่อมต่อเข้าด้วยกันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ (ตามแนวคิดของ Bob Kahn เรื่อง Open-Architecture Networking ในปี ค.ศ.1972) อย่างไรก็ดี การติดต่อสื่อสารกันระหว่างโฮสต์ผ่านโปรโตคอล NCP ในเวลาต่อมาก็พบปัญหาในเรื่องของความสามารถในการระบุตำแหน่ง (address) ของโฮสต์ที่อยู่ในเครือข่าย และเนื่องจาก NCP ไม่มีการควบคุมความผิดพลาดของข้อมูลที่ส่งระหว่างต้นทางและปลายทาง ดังนั้นหากข้อมูลเกิดสูญหายไประหว่างทางก็จะทำให้การส่งข้อมูลหยุดชะงักไปได้
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว Kahn จึงตัดสินใจพัฒนาโปรโตคอลตัวใหม่ที่สามารถทำงานได้ใน Open-Architecture Network ซึ่งมีชื่อว่า Transmission Control Protocal/Internet Protocal หรือ TCP/IP ที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง
โดยในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1973 Kahn ได้ร่วมมือกับ Vint Cerf ซึ่งเคยอยู่ในทีมพัฒนาโปรโตคอล NCP อีกทั้งมีความรู้ในเรื่องของระบบปฏิบัติการเป็นอย่างดี ทำการพัฒนา TCP/IP ให้เป็นความจริงขึ้นมา ซึ่งหลักการสำคัญอย่างหนึ่งคือการระบุตำแหน่งของโฮสต์ด้วย IP Address ขนาด 32 บิท โดย 8 บิทแรกจะใช้ระบุเครือข่ายว่าเป็นเครือข่ายใด ส่วนอีก 24 บิทที่เหลือจะใช้ระบุตำแหน่งของโฮสต์ที่อยู่ในเครือข่ายนั้น ตั้งแต่นั้นมา TCP/IP ก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องและนำมาใช้แทน NCP ในเครือข่ายทั้งหมดของ ARPANET ในวันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ.1983
จากพัฒนาการในด้านต่างๆ ที่กล่าวมา และความแพร่หลายของ PC และเทคโนโลยีเครือข่ายขนาดเล็กในช่วงทศวรรษ 1970 จนมาถึงปี ค.ศ.1985 เครือข่าย Internet ก็เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ด้วยความนิยมในการใช้งาน Email Application และด้วยแนวคิดเรื่อง World Wide Web และ Browser ในทศวรรษต่อมาซึ่งนำมาสู่ความยิ่งใหญ่ของเครือข่าย Internet ในปัจจุบัน
ส่วนเรื่องของชื่อโดเมนนั้น ตามประวัติศาสตร์แล้วก็น่าจะเริ่มว่ากันตั้งแต่ที่ SRI ซึ่งตั้งอยู่ที่ Melo Park รัฐแคลิฟอร์เนีย (ต่อมารู้จักกันในชื่อของ The NIC) จัดทำ Host Table ที่ใช้จับคู่ชื่อของโฮสต์เข้ากับ IP Address ของเครื่องที่เก็บข้อมูลของโฮสต์นั้นๆ โดยนำมาใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี ค.ศ.1972 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการทำ virtual hosting (การอ้างถึงโฮสต์หลายโฮสต์ที่อยู่ในเครื่องเดียวกันโดยใช้เลข IP เดียวกัน) โดยการอ้างถึงโฮสต์ต่างๆ จะใช้เพียงชื่อโฮสต์เท่านั้น (ยังไม่มีการใช้ชื่อโดเมน) เช่น ISI, Berkeley, BBN และ email ก็จะใช้เป็น user@host เช่น Cerf@ISI, Fabry@Berkley หรือ Forsdick@BBN และเนื่องจากในขณะนั้นข้อมูลที่เก็บอยู่ใน Host Table ยังมีไม่มากนัก โดยสามารถเก็บลงในไฟล์ชื่อ hosts.txt เพียงไฟล์เดียวเท่านั้น ซึ่งไฟล์นี้จะมีการ update ข้อมูลสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ต่อมาเมื่อ ARPANET มีขนาดใหญ่ขึ้นก็เริ่มมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น เช่น
1. ความคับคั่งของเครือข่าย
เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดที่ถูกส่งมาจากโฮสต์ต่างๆ จะต้องวิ่งเข้ามา update ที่ SRI เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ทำให้ช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่เดิมไม่สามารถรองรับได้
2. ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนของชื่อโฮสต์
เนื่องจากชื่อโฮสต์ที่เก็บในไฟล์ hosts.txt ไม่สามารถตั้งให้ซ้ำกันได้ ซึ่งแม้ว่า SRI จะเป็นผู้กำหนดเลข IP แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะควบคุมการตั้งชื่อโฮสต์ ดังนั้นหากมีใครตั้งชื่อโฮสต์ไปก่อน ผู้ที่ตั้งทีหลังก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งให้ซ้ำกัน
3. เรื่องเสถียรภาพของเครือข่าย
เมื่อเครือข่ายขยายตัวใหญ่ขึ้น มีผู้ใช้และโฮสต์ที่มาเชื่อมต่อมากขึ้น การรักษาเสถียรภาพของเครือข่ายก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย
ผลกระทบจากปัญหาย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง ปัญหาจากขยายตัวอย่างรวดเร็วของเครือข่าย ARPANET นี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่คำตอบของปัญหานี้จะอยู่ที่ใครและจะเป็นไปอย่างไร ขอเชิญติดตามอ่านต่อใน โดเมนเนมมาจากไหน? (ภาค ๒) กันได้เลยครับ
ป้ายกำกับ:
การจดโดเมน,
เว็บดีไซน์,
เว็บสำเร็จรูป,
SEO
โดเมนเนมมาจากไหน? (ภาค ๒)
ผลจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายของ ARPANET ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดการระบบอ้างอิงตำแหน่งของโฮสต์ใหม่ โดยนำ Domain Concept มาใช้ ซึ่งจะแก้ปัญหาจากเดิมที่เป็นปัญหาคอขวดเนื่องจากการบริหารแบบรวมศูนย์ ไปเป็นการกระจายอำนาจในการจัดสรรชื่อแบบลำดับชั้นในลักษณะของ Domain Name Space (Root Server --> TLD --> SLD --> .. )
แนวคิดเรื่อง Domain Concept เริ่มมีการคุยกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1981 โดย Dr.Jonathan Postel ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ทางอินเทอร์เน็ต โดยในขณะนั้นทำงานอยู่ที่ UCLA โดยเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบรายชื่อของโฮสต์และเลข IP (ภายใต้สัญญาพัฒนาร่วมกับ ARPANET) ต่อมาได้ย้ายมาทำงานให้กับ ISI (Information Sciences Institute) ที่ USC ขณะเดียวกันก็ยังคงดูแลการออกชื่อโฮสต์และเลข IP ร่วมกับ SRI (ภายใต้สัญญากับ DARPA) โดยในขณะนั้นจำนวนโฮสต์ที่อยู่ในเครือข่ายได้เพิ่มขึ้นเป็น 213 โฮสต์แล้ว (Host Table#152 สิงหาคม 1981) แนวคิดเรื่อง Domain Name เริ่มที่จะชัดเจนขึ้นในปี ค.ศ.1982 โดยมีการวางแผนที่จะเปลี่ยนมาใช้การอ้างอิงเลข IP ด้วยชื่อโฮสต์ตามด้วยชื่อโดเมนแทนที่จะเป็นชื่อโฮสต์เพียงอย่างเดียวอย่างที่ใช้มาแต่เดิม ยกตัวอย่างเช่น จากเดิม email จะอยู่ในรูปของ user@host ก็เปลี่ยนเป็น user@host.domain
ในเดือนพฤศจิกายนปีต่อมา Dr.Jon Postel ก็ได้จัดทำแผนและกำหนดการในการออก Top Level Domain (RFC 881), RFC หรือ Requests for Comments เป็นเอกสารที่เกี่ยวกับมาตรฐานทางเทคนิคที่รวบรวมจากความคิดเห็นของหน่วยงานเอกชนต่างๆ ซึ่งจัดทำโดย IETF (Internet Engineering Task Force), โดยชื่อโดเมนชื่อแรกที่มีการวางแผนนำมาใช้คือ .arpa ส่วนชื่อที่สองที่มีการนำออกใช้ทันทีที่ .arpa ถูกนำมาใช้คือ .ddn ส่วนชื่ออื่นๆ จะค่อยๆ เพิ่มตามมาภายหลัง (ชื่อโดเมนระดับ TLD อันได้แก่ .com .net .org .edu .gov และ .mil ได้เริ่มมีการนำมาใช้ในปี ค.ศ.1984)
ส่วนข้อกำหนดทางด้านเทคนิคต่างๆ ของระบบโดเมนเนม (RFC 882, 883) ได้รับการเสนอโดย Paul Mockapetris แห่ง USC's Information Sciences Institute ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1983 และต่อมาในปี ค.ศ.1984 Mockapetris ก็ได้พัฒนาระบบชื่อโดเมน (Domain Name System) ระบบแรกขึ้นมาภายใต้แนวคิดของ Domain Name Space (การอ้างอิงและค้นหาชื่อโดเมนแบบลำดับชั้น) โดยใช้ชื่อว่า JEEVES ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของการใช้งานชื่อโดเมนอย่างแท้จริง
ในเวลาต่อมา นักศึกษาของมหาวิทยาลัย Berkeley ก็ได้พัฒนาโปรแกรมตัวใหม่ขึ้นมาภายใต้ชื่อ BIND (Berkeley Internet Name Domain) เพื่อทำงานบนระบบปฏิบัติการ 4.2BSD (ตั้งแต่ version 4.3 ขึ้นไป) ด้วยเงินทุนสนับสนุนจากโครงการวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (DARPA) ซึ่ง BIND ตั้งแต่ version แรกจนถึง 4.8.3 อยู่ภายใต้การดูแลและพัฒนาโดย Computer Systems Research Group (CSRG) ของมหาวิทยาลัย Berkeley หลังจากนั้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 ถึง 1987 BIND ได้ถูกพัฒนาโดย Digital Equipment Corporation (version 4.9 และ 4.9.1) ส่วน vesion 4.9.2 ได้รับการพัฒนาโดย Vixie Enterprises ของ Paul Vixie และตั้งแต่ version 4.9.3 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังคงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ Paul Vixie แต่ย้ายมาอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ Internet Software Consortium (ISC) สาเหตุที่นำเรื่อง BIND มาเล่าค่อนข้างยาวก็เนื่องจากว่า BIND เป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน (โดยเฉพาะบนระบบปฏิบัติการ UNIX) เพื่อใช้ดูแลการทำงานในส่วนของ DNS Server ซึ่งมีหน้าที่ในการตีความหมาย (resolve) ชื่อโดเมนไปเป็นเลข IP ที่เครื่องคอมพิวเตอร์รู้จัก หรือแปลงเลข IP กลับมาเป็นชื่อโดเมนนั่นเอง
ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 DARPA ได้เข้ามาเป็นแกนหลักในการดูแลเครือข่าย Internet ด้วยความร่วมมือของ Dr.Jon Postel และ SRI ในการพัฒนาเทคโนโลยีและการใช้งานระบบชื่อโดเมน (DNS) จนถึงปี ค.ศ.1988 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็เริ่มที่จะยุติบทบาทของ ARPANET ลงภายหลังจากที่เครือข่าย NSFNET ได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1986 โดย ARPANET ได้ลดบทบาทไปอย่างสิ้นเชิงในปี ค.ศ.1990
NSF (National Science Foundation) ถือเป็นองค์กรที่สำคัญอีกองค์กรหนึ่งที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในพัฒนาการของโดเมนเนม โดยเป็นองค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ รวมถึงการดูแลเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยต่างๆ ด้วย ดังจะเห็นได้จากเครือข่าย backbone ความเร็วสูง NSFNET ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1987 ด้วยความร่วมมือจาก IBM, MCI และ Merit ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยกว่า 4,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ
จนเมื่อวันที่ 1 มกราคมปี ค.ศ.1993 NSF ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมให้บริการรับจดชื่อโดเมนภายใต้ข้อตกลงร่วมกับ Network Solutions, Inc. (NSI) เป็นเวลา 5 ปี โดย NSI ได้รับสิทธิ์ในการรับจดทะเบียนโดเมนเนมประเภท gTLD (Generic Top-Level Domain) ซึ่งในขณะนั้นมีเพียง 4 ประเภทเท่านั้นคือ .com .net .org และ .edu ภายใต้การอนุญาตของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ Internet เติบโตขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะในแวดวงการศึกษาและการวิจัย
ในเดือนมีนาคมปี ค.ศ.1994 Dr.Jon Postel ได้เสนอให้มีการออก ccTLD (Country Code Top-Level Domain) ดังที่ปรากฏใน RFC 1591 โดยเสนอให้ใช้ชื่อโดเมนขนาด 2 ตัวอักษรตามมาตรฐาน ISO 3166-1 เช่น สหรัฐฯ ใช้เป็น .us, ประเทศไทยใช้เป็น .th, ประเทศญี่ปุ่นใช้เป็น .jp เป็นต้น โดยให้แต่ละประเทศตั้ง registry ของตัวเองขึ้นมาเพื่อดูแลชื่อโดเมนของประเทศนั้นๆ (ปัจจุบัน registry ในประเทศต่างๆ มีทั้งที่เป็นของภาครัฐและของภาคเอกชน สำหรับในประเทศไทย โดเมน .th ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การดูแลของ ThNIC ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้ง registry และ registrar)
แต่เดิมนั้นค่าใช้จ่ายในส่วนของการดูแลรักษาชื่อโดเมนได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก NSF ต่อมาจำนวนผู้ใช้ Internet ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.1995 NSI จึงได้รับอนุญาตให้เก็บค่าบริการจดชื่อโดเมน $70 สำหรับการจดและรักษาชื่อโดเมนเป็นเวลา 2 ปี และตั้งแต่ปีที่ 3 ขึ้นไป ค่าบริการจะคิดในอัตรา $35 ต่อปี และต่อมาในเดือนมีนาคมปี ค.ศ.1998 ได้มีข้อตกลงว่า 30% ของรายได้ทั้งหมดจะต้องถูกส่งเข้ารัฐเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาเครือข่าย ดังนั้น NSI จึงขึ้นค่าบริการในส่วนเพิ่มนี้เป็น $100 สำหรับ 2 ปีแรกและ $50 สำหรับปีต่อๆ ไป (ปัจจุบัน NSI ได้ปรับลดราคาค่าบริการกลับลงมาเหลือ $70 และ $35 แล้ว)
แนวคิดเรื่องการเปิดเสรีการให้บริการรับจดชื่อโดเมนเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 โดยในวันที่ 3 เดือนพฤษภาคมปีนั้น Dr.Jon Postel ซึ่งขณะนั้นเป็น Director ของ IANA ได้เสนอแนวคิดที่จะให้เกิดการแข่งขันในเรื่องการให้บริการจดชื่อโดเมน โดยเสนอให้เพิ่มจำนวนของ registry ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการจดชื่อโดเมนและรักษาระบบฐานข้อมูลของชื่อโดเมนทั้งหมดในระดับ TLD ให้มีจำนวนถึง 50 ราย โดยแต่ละรายมีสิทธิ์ที่จะออก TLD ใหม่ 3 ชื่อในปีแรก ซึ่งหมายความว่าจะมี TLD ใหม่ทั้งหมดถึง 150 ชื่อ รวมทั้งเพิ่ม registry อีก 30 รายพร้อม TLD อีก 90 ชื่อเพื่อรองรับการขยายตัวในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วย อย่างไรก็ดีแม้ว่าแนวคิดดังกล่าวนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบทั้งหมด แต่ก็เป็นการจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา
ในช่วงเวลาขณะนั้นมีบริษัทเอกชนหลายรายได้มีการเปิดให้จองชื่อโดเมนใหม่ๆ เช่น MCSNet - .biz , Image Online Design - .web , Alternic - .exp .ltd .lnx .med .nic และ .xxx ซึ่ง Dr.Jon Postel ก็ได้พยายามที่จะผลักดันให้มีการตั้ง registry รายใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาแข่งขันกับ NSI แต่ไม่เป็นผล
ต่อมาในเดือนกันยายน IANA และ The Internet Society (ISOC) ได้ร่วมกันก่อตั้ง The International Ad Hoc Committee (IAHC หรือ The Ad Hoc Committee) เพื่อให้ทำหน้าที่ในการพิจารณาข้อเสนอด้านการจัดการระบบชื่อโดเมนต่างๆ ที่ออกมา โดย The World Intellectual Property Organization (WIPO), The International Trademark Association (INTA), The Internet Architecture Board (IAB) และ The International Telecommunications Union (ITU) ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการของ IAHC ด้วย
ในที่สุด IAHC ก็ได้ออกร่างแผนงานการดูแลระบบชื่อโดเมนในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1996 โดยเสนอให้ออก gTLD ใหม่อีก 7 ชื่อ คือ .firm .shop .web .arts .rec .info และ .nom (แทนที่จะเป็น 150 ชื่อตามที่ Dr.Jon Postel เสนอในตอนแรก) โดยให้มีกลุ่มผู้ให้บริการเอกชนหรือ registrar รายใหม่ อยู่ภายใต้การดูแลของ registry เพียงรายเดียว (แบ่งสิทธิ์การให้บริการจดชื่อโดเมนทุกชื่อร่วมกัน) ภายใต้เงื่อนไขที่ The Council of Registrars หรือ CORE เป็นผู้กำหนด นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลบริหาร gTLD โดยตรงที่รู้จักกันในชื่อของ gTLD-MoU (gTLD-Memorandum of Understanding) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1997 ซึ่งจะมีหน้าที่ดูแลการออก gTLD ใหม่ๆ เพื่อลดปัญหาความขาดแคลนชื่อโดเมน อย่างไรก็ดีในช่วงเวลานั้น NSI ก็ยังคงผูกขาดการให้บริการต่อมาจนถึงวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.1998 ภายใต้เงื่อนไขสัญญาระหว่าง NSI และ NSF (หลังจากมีการยืดอายุสัญญามาตั้งแต่เดือนมีนาคม)
และในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.1997 คณะบริหารของประธานาธิบดี Bill Clinton ก็ได้นำเสนอแนวคิดในการเปิดเสรีการให้บริการรับจดชื่อโดเมน โดยเป็นส่วนหนึ่งใน Framework for Global Electronic Commerce ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้ใช้ประโยชน์จากชื่อโดเมน รวมทั้งต้องการจัดตั้งองค์กรกลางที่มีอิสระขึ้นมาเป็นตัวแทนในการดำเนินการบริหารระบบชื่อโดเมนด้วย เนื่องจากในเวลานั้นได้เกิดปัญหาขึ้นหลายด้าน คือ
1. การขาดการแข่งขันในการให้บริการรับจดชื่อโดเมน
2. ปัญหาเรื่องเครื่องหมายการค้าและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากชื่อโดเมน
3. ผลประโยชน์ทางการค้าที่เกิดขึ้นบนเครือข่าย Internet ที่จำเป็นต้องได้รับการจัดระเบียบ
4. การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ Internet ในประเทศต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ
5. ชื่อโดเมนเริ่มที่จะมีมูลค่าทางการตลาด
6. การขยายตัวของ Internet ไปทั่วโลก ทำให้ไม่เหมาะสมที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเป็นผู้ดูแลเครือข่ายต่อไป
ด้วยกระแสตื่นตัวทั้งหมดนี้ ทำให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และ NTIA (National Telecommunications and Information Administration) ต้องออก Green Paper เพื่อขอความคิดเห็นจากสาธารณะในการกำหนดแนวนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเรื่องดังกล่าวในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ.1998
หลังจากที่มีการหารือกับหน่วยงานต่างๆ ในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1998 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ก็ออก statement of policy on the management of Internet DNS หรือที่รู้จักกันในชื่อของ White Paper ซึ่งอธิบายกระบวนการในการจัดตั้งองค์กรกลางที่ไม่แสวงกำไรขึ้นมาดูแลรับผิดชอบระบบชื่อโดเมน ซึ่งในขณะนั้นถูกผูกขาดโดย NSI ที่เป็นทั้ง registry และ registrar แต่เพียงรายเดียว โดย White Paper นี้ก็ได้รับการตอบรับจาก The Internet Assigned Numbers Authority (IANA) ที่เป็นผู้ดูแลการออกชื่อโดเมนในวันที่ 2 ตุลาคมปีเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้ง The Internet Corporation for Assigned Names and Numbers หรือ ICANN และได้มีการลงนามขอบเขตความรับผิดชอบใน Memorandum of Understanding กับรัฐบาลสหรัฐฯ (กระทรวงพาณิชย์ - DoC) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ.1998
ก็ตั้งกันขึ้นมาแล้วนะครับ สำหรับ ICANN องค์กรกลางที่จะเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลการให้บริการโดเมนเนมของโลก แม้ว่าในตอนเริ่มต้นคณะกรรมการทั้งหมดของ ICANN จะมาจากการแต่งตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวสหรัฐฯ แต่ในอีก 2 เดือนข้างหน้า (1-10 ตุลาคม) ผู้ที่สมัครเป็นสมาชิก At Large Member ของ ICANN เอาไว้ ก็จะมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปร่วม vote กรรมการ 5 ท่านที่มาจาก 5 เขตภูมิภาคเข้าไปแทนที่กรรมการชุดเดิม ซึ่งกรรมการชุดนี้จะเป็นกรรมการชุดแรกที่ได้มาจากการเลือกตั้งของคนทั้งโลกครับ เอาละครับ.. ชักจะพูดนอกเรื่องมากไปแล้ว ตามไปดูบทบาทของ ICANN กันเลยดีกว่าครับใน โดเมนเนมมาจากไหน? (ภาค ๓)
แนวคิดเรื่อง Domain Concept เริ่มมีการคุยกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1981 โดย Dr.Jonathan Postel ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ทางอินเทอร์เน็ต โดยในขณะนั้นทำงานอยู่ที่ UCLA โดยเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบรายชื่อของโฮสต์และเลข IP (ภายใต้สัญญาพัฒนาร่วมกับ ARPANET) ต่อมาได้ย้ายมาทำงานให้กับ ISI (Information Sciences Institute) ที่ USC ขณะเดียวกันก็ยังคงดูแลการออกชื่อโฮสต์และเลข IP ร่วมกับ SRI (ภายใต้สัญญากับ DARPA) โดยในขณะนั้นจำนวนโฮสต์ที่อยู่ในเครือข่ายได้เพิ่มขึ้นเป็น 213 โฮสต์แล้ว (Host Table#152 สิงหาคม 1981) แนวคิดเรื่อง Domain Name เริ่มที่จะชัดเจนขึ้นในปี ค.ศ.1982 โดยมีการวางแผนที่จะเปลี่ยนมาใช้การอ้างอิงเลข IP ด้วยชื่อโฮสต์ตามด้วยชื่อโดเมนแทนที่จะเป็นชื่อโฮสต์เพียงอย่างเดียวอย่างที่ใช้มาแต่เดิม ยกตัวอย่างเช่น จากเดิม email จะอยู่ในรูปของ user@host ก็เปลี่ยนเป็น user@host.domain
ในเดือนพฤศจิกายนปีต่อมา Dr.Jon Postel ก็ได้จัดทำแผนและกำหนดการในการออก Top Level Domain (RFC 881), RFC หรือ Requests for Comments เป็นเอกสารที่เกี่ยวกับมาตรฐานทางเทคนิคที่รวบรวมจากความคิดเห็นของหน่วยงานเอกชนต่างๆ ซึ่งจัดทำโดย IETF (Internet Engineering Task Force), โดยชื่อโดเมนชื่อแรกที่มีการวางแผนนำมาใช้คือ .arpa ส่วนชื่อที่สองที่มีการนำออกใช้ทันทีที่ .arpa ถูกนำมาใช้คือ .ddn ส่วนชื่ออื่นๆ จะค่อยๆ เพิ่มตามมาภายหลัง (ชื่อโดเมนระดับ TLD อันได้แก่ .com .net .org .edu .gov และ .mil ได้เริ่มมีการนำมาใช้ในปี ค.ศ.1984)
ส่วนข้อกำหนดทางด้านเทคนิคต่างๆ ของระบบโดเมนเนม (RFC 882, 883) ได้รับการเสนอโดย Paul Mockapetris แห่ง USC's Information Sciences Institute ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1983 และต่อมาในปี ค.ศ.1984 Mockapetris ก็ได้พัฒนาระบบชื่อโดเมน (Domain Name System) ระบบแรกขึ้นมาภายใต้แนวคิดของ Domain Name Space (การอ้างอิงและค้นหาชื่อโดเมนแบบลำดับชั้น) โดยใช้ชื่อว่า JEEVES ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของการใช้งานชื่อโดเมนอย่างแท้จริง
ในเวลาต่อมา นักศึกษาของมหาวิทยาลัย Berkeley ก็ได้พัฒนาโปรแกรมตัวใหม่ขึ้นมาภายใต้ชื่อ BIND (Berkeley Internet Name Domain) เพื่อทำงานบนระบบปฏิบัติการ 4.2BSD (ตั้งแต่ version 4.3 ขึ้นไป) ด้วยเงินทุนสนับสนุนจากโครงการวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (DARPA) ซึ่ง BIND ตั้งแต่ version แรกจนถึง 4.8.3 อยู่ภายใต้การดูแลและพัฒนาโดย Computer Systems Research Group (CSRG) ของมหาวิทยาลัย Berkeley หลังจากนั้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 ถึง 1987 BIND ได้ถูกพัฒนาโดย Digital Equipment Corporation (version 4.9 และ 4.9.1) ส่วน vesion 4.9.2 ได้รับการพัฒนาโดย Vixie Enterprises ของ Paul Vixie และตั้งแต่ version 4.9.3 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังคงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ Paul Vixie แต่ย้ายมาอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ Internet Software Consortium (ISC) สาเหตุที่นำเรื่อง BIND มาเล่าค่อนข้างยาวก็เนื่องจากว่า BIND เป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน (โดยเฉพาะบนระบบปฏิบัติการ UNIX) เพื่อใช้ดูแลการทำงานในส่วนของ DNS Server ซึ่งมีหน้าที่ในการตีความหมาย (resolve) ชื่อโดเมนไปเป็นเลข IP ที่เครื่องคอมพิวเตอร์รู้จัก หรือแปลงเลข IP กลับมาเป็นชื่อโดเมนนั่นเอง
ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 DARPA ได้เข้ามาเป็นแกนหลักในการดูแลเครือข่าย Internet ด้วยความร่วมมือของ Dr.Jon Postel และ SRI ในการพัฒนาเทคโนโลยีและการใช้งานระบบชื่อโดเมน (DNS) จนถึงปี ค.ศ.1988 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็เริ่มที่จะยุติบทบาทของ ARPANET ลงภายหลังจากที่เครือข่าย NSFNET ได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1986 โดย ARPANET ได้ลดบทบาทไปอย่างสิ้นเชิงในปี ค.ศ.1990
NSF (National Science Foundation) ถือเป็นองค์กรที่สำคัญอีกองค์กรหนึ่งที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในพัฒนาการของโดเมนเนม โดยเป็นองค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ รวมถึงการดูแลเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยต่างๆ ด้วย ดังจะเห็นได้จากเครือข่าย backbone ความเร็วสูง NSFNET ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1987 ด้วยความร่วมมือจาก IBM, MCI และ Merit ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยกว่า 4,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ
จนเมื่อวันที่ 1 มกราคมปี ค.ศ.1993 NSF ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมให้บริการรับจดชื่อโดเมนภายใต้ข้อตกลงร่วมกับ Network Solutions, Inc. (NSI) เป็นเวลา 5 ปี โดย NSI ได้รับสิทธิ์ในการรับจดทะเบียนโดเมนเนมประเภท gTLD (Generic Top-Level Domain) ซึ่งในขณะนั้นมีเพียง 4 ประเภทเท่านั้นคือ .com .net .org และ .edu ภายใต้การอนุญาตของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ Internet เติบโตขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะในแวดวงการศึกษาและการวิจัย
ในเดือนมีนาคมปี ค.ศ.1994 Dr.Jon Postel ได้เสนอให้มีการออก ccTLD (Country Code Top-Level Domain) ดังที่ปรากฏใน RFC 1591 โดยเสนอให้ใช้ชื่อโดเมนขนาด 2 ตัวอักษรตามมาตรฐาน ISO 3166-1 เช่น สหรัฐฯ ใช้เป็น .us, ประเทศไทยใช้เป็น .th, ประเทศญี่ปุ่นใช้เป็น .jp เป็นต้น โดยให้แต่ละประเทศตั้ง registry ของตัวเองขึ้นมาเพื่อดูแลชื่อโดเมนของประเทศนั้นๆ (ปัจจุบัน registry ในประเทศต่างๆ มีทั้งที่เป็นของภาครัฐและของภาคเอกชน สำหรับในประเทศไทย โดเมน .th ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การดูแลของ ThNIC ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้ง registry และ registrar)
แต่เดิมนั้นค่าใช้จ่ายในส่วนของการดูแลรักษาชื่อโดเมนได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก NSF ต่อมาจำนวนผู้ใช้ Internet ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.1995 NSI จึงได้รับอนุญาตให้เก็บค่าบริการจดชื่อโดเมน $70 สำหรับการจดและรักษาชื่อโดเมนเป็นเวลา 2 ปี และตั้งแต่ปีที่ 3 ขึ้นไป ค่าบริการจะคิดในอัตรา $35 ต่อปี และต่อมาในเดือนมีนาคมปี ค.ศ.1998 ได้มีข้อตกลงว่า 30% ของรายได้ทั้งหมดจะต้องถูกส่งเข้ารัฐเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาเครือข่าย ดังนั้น NSI จึงขึ้นค่าบริการในส่วนเพิ่มนี้เป็น $100 สำหรับ 2 ปีแรกและ $50 สำหรับปีต่อๆ ไป (ปัจจุบัน NSI ได้ปรับลดราคาค่าบริการกลับลงมาเหลือ $70 และ $35 แล้ว)
แนวคิดเรื่องการเปิดเสรีการให้บริการรับจดชื่อโดเมนเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 โดยในวันที่ 3 เดือนพฤษภาคมปีนั้น Dr.Jon Postel ซึ่งขณะนั้นเป็น Director ของ IANA ได้เสนอแนวคิดที่จะให้เกิดการแข่งขันในเรื่องการให้บริการจดชื่อโดเมน โดยเสนอให้เพิ่มจำนวนของ registry ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการจดชื่อโดเมนและรักษาระบบฐานข้อมูลของชื่อโดเมนทั้งหมดในระดับ TLD ให้มีจำนวนถึง 50 ราย โดยแต่ละรายมีสิทธิ์ที่จะออก TLD ใหม่ 3 ชื่อในปีแรก ซึ่งหมายความว่าจะมี TLD ใหม่ทั้งหมดถึง 150 ชื่อ รวมทั้งเพิ่ม registry อีก 30 รายพร้อม TLD อีก 90 ชื่อเพื่อรองรับการขยายตัวในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วย อย่างไรก็ดีแม้ว่าแนวคิดดังกล่าวนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบทั้งหมด แต่ก็เป็นการจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา
ในช่วงเวลาขณะนั้นมีบริษัทเอกชนหลายรายได้มีการเปิดให้จองชื่อโดเมนใหม่ๆ เช่น MCSNet - .biz , Image Online Design - .web , Alternic - .exp .ltd .lnx .med .nic และ .xxx ซึ่ง Dr.Jon Postel ก็ได้พยายามที่จะผลักดันให้มีการตั้ง registry รายใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาแข่งขันกับ NSI แต่ไม่เป็นผล
ต่อมาในเดือนกันยายน IANA และ The Internet Society (ISOC) ได้ร่วมกันก่อตั้ง The International Ad Hoc Committee (IAHC หรือ The Ad Hoc Committee) เพื่อให้ทำหน้าที่ในการพิจารณาข้อเสนอด้านการจัดการระบบชื่อโดเมนต่างๆ ที่ออกมา โดย The World Intellectual Property Organization (WIPO), The International Trademark Association (INTA), The Internet Architecture Board (IAB) และ The International Telecommunications Union (ITU) ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการของ IAHC ด้วย
ในที่สุด IAHC ก็ได้ออกร่างแผนงานการดูแลระบบชื่อโดเมนในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1996 โดยเสนอให้ออก gTLD ใหม่อีก 7 ชื่อ คือ .firm .shop .web .arts .rec .info และ .nom (แทนที่จะเป็น 150 ชื่อตามที่ Dr.Jon Postel เสนอในตอนแรก) โดยให้มีกลุ่มผู้ให้บริการเอกชนหรือ registrar รายใหม่ อยู่ภายใต้การดูแลของ registry เพียงรายเดียว (แบ่งสิทธิ์การให้บริการจดชื่อโดเมนทุกชื่อร่วมกัน) ภายใต้เงื่อนไขที่ The Council of Registrars หรือ CORE เป็นผู้กำหนด นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลบริหาร gTLD โดยตรงที่รู้จักกันในชื่อของ gTLD-MoU (gTLD-Memorandum of Understanding) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1997 ซึ่งจะมีหน้าที่ดูแลการออก gTLD ใหม่ๆ เพื่อลดปัญหาความขาดแคลนชื่อโดเมน อย่างไรก็ดีในช่วงเวลานั้น NSI ก็ยังคงผูกขาดการให้บริการต่อมาจนถึงวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.1998 ภายใต้เงื่อนไขสัญญาระหว่าง NSI และ NSF (หลังจากมีการยืดอายุสัญญามาตั้งแต่เดือนมีนาคม)
และในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.1997 คณะบริหารของประธานาธิบดี Bill Clinton ก็ได้นำเสนอแนวคิดในการเปิดเสรีการให้บริการรับจดชื่อโดเมน โดยเป็นส่วนหนึ่งใน Framework for Global Electronic Commerce ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้ใช้ประโยชน์จากชื่อโดเมน รวมทั้งต้องการจัดตั้งองค์กรกลางที่มีอิสระขึ้นมาเป็นตัวแทนในการดำเนินการบริหารระบบชื่อโดเมนด้วย เนื่องจากในเวลานั้นได้เกิดปัญหาขึ้นหลายด้าน คือ
1. การขาดการแข่งขันในการให้บริการรับจดชื่อโดเมน
2. ปัญหาเรื่องเครื่องหมายการค้าและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากชื่อโดเมน
3. ผลประโยชน์ทางการค้าที่เกิดขึ้นบนเครือข่าย Internet ที่จำเป็นต้องได้รับการจัดระเบียบ
4. การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ Internet ในประเทศต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ
5. ชื่อโดเมนเริ่มที่จะมีมูลค่าทางการตลาด
6. การขยายตัวของ Internet ไปทั่วโลก ทำให้ไม่เหมาะสมที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเป็นผู้ดูแลเครือข่ายต่อไป
ด้วยกระแสตื่นตัวทั้งหมดนี้ ทำให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และ NTIA (National Telecommunications and Information Administration) ต้องออก Green Paper เพื่อขอความคิดเห็นจากสาธารณะในการกำหนดแนวนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเรื่องดังกล่าวในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ.1998
หลังจากที่มีการหารือกับหน่วยงานต่างๆ ในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1998 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ก็ออก statement of policy on the management of Internet DNS หรือที่รู้จักกันในชื่อของ White Paper ซึ่งอธิบายกระบวนการในการจัดตั้งองค์กรกลางที่ไม่แสวงกำไรขึ้นมาดูแลรับผิดชอบระบบชื่อโดเมน ซึ่งในขณะนั้นถูกผูกขาดโดย NSI ที่เป็นทั้ง registry และ registrar แต่เพียงรายเดียว โดย White Paper นี้ก็ได้รับการตอบรับจาก The Internet Assigned Numbers Authority (IANA) ที่เป็นผู้ดูแลการออกชื่อโดเมนในวันที่ 2 ตุลาคมปีเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้ง The Internet Corporation for Assigned Names and Numbers หรือ ICANN และได้มีการลงนามขอบเขตความรับผิดชอบใน Memorandum of Understanding กับรัฐบาลสหรัฐฯ (กระทรวงพาณิชย์ - DoC) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ.1998
ก็ตั้งกันขึ้นมาแล้วนะครับ สำหรับ ICANN องค์กรกลางที่จะเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลการให้บริการโดเมนเนมของโลก แม้ว่าในตอนเริ่มต้นคณะกรรมการทั้งหมดของ ICANN จะมาจากการแต่งตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวสหรัฐฯ แต่ในอีก 2 เดือนข้างหน้า (1-10 ตุลาคม) ผู้ที่สมัครเป็นสมาชิก At Large Member ของ ICANN เอาไว้ ก็จะมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปร่วม vote กรรมการ 5 ท่านที่มาจาก 5 เขตภูมิภาคเข้าไปแทนที่กรรมการชุดเดิม ซึ่งกรรมการชุดนี้จะเป็นกรรมการชุดแรกที่ได้มาจากการเลือกตั้งของคนทั้งโลกครับ เอาละครับ.. ชักจะพูดนอกเรื่องมากไปแล้ว ตามไปดูบทบาทของ ICANN กันเลยดีกว่าครับใน โดเมนเนมมาจากไหน? (ภาค ๓)
ป้ายกำกับ:
การจดโดเมน
โดเมนเนมมาจากไหน? (ภาค ๓)
โดเมนเนมมาจากไหน? (ภาค ๓)
ผู้เขียน: สรพงษ์ อุนนาภิรักษ์
18 สิงหาคม 2543
ในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1998 NSI ได้รับการยืดสัญญาออกไปอีกครั้งจนถึงวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.2000 ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่าเมื่อถึงเวลาดังกล่าว บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในส่วนของ registry ที่ NSI เคยมีมาจะต้องยุติลง และต้องถูกผ่องถ่ายต่อไปยัง ICANN และ registry รายใหม่
คณะกรรมการบริหารของ ICANN ได้เริ่มเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาบริหารระบบชื่อโดเมนเป็นครั้งแรก โดยเริ่มจากการวางนโยบายการให้สิทธิ์ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการรับจดชื่อโดเมน (Accredited Registrar) โดยพยายามเปิดช่องลดข้อจำกัดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจะพิจารณาจากปัจจัยหลักต่างๆ คือ หลักทรัพย์ค้ำประกัน ศักยภาพและแผนธุรกิจ และเงินทุนหมุนเวียน
โดยในช่วงเริ่มต้น ICANN ได้จัดให้มีโครงการทดสอบโดยเริ่มจากผู้ให้บริการทดสอบจำนวน 5 รายที่เปิดรับสมัครและคัดเลือกโดย ICANN โดยให้มีช่วงระยะเวลาทดสอบการให้บริการเพื่อดูแนวปัญหาทางด้านเทคนิคและการจัดการที่จะเกิดขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน ค.ศ.1999 และให้สิ้นสุดลงในวันที่ 25 มิถุนายนปีเดียวกัน ต่อมาประสบกับปัญหาหลายประการโดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการระบบฐานข้อมูล ทำให้ต้องเลื่อนระยะเวลาสิ้นสุดการทดสอบออกไปถึง 2 ครั้งจนมาสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1999 และหลังจากโครงการทดสอบได้สิ้นสุดลง ICANN จึงอนุญาตให้เอกชนที่ผ่านการตรวจสอบรายอื่นเข้ามาเปิดให้บริการรับจดชื่อโดเมนโดยเสรีภายใต้การดูแลของ ICANN
และเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องกรณีพิพาทต่างๆ อันเกิดจากชื่อโดเมน และจากการผลักดันของ WIPO (The World Intellectual Property Organization) มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 ICANN จึงตั้งคณะทำงาน DNSO Working Group ขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวโดย
Working Group A ศึกษาเรื่อง Dispute Resolution Mechanism เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการละเมิดเครื่องหมายการค้าโดยการทำ Cybersquatting
Working Group C ศึกษาเรื่องแนวทางการปกป้องสิทธิ์ของเจ้าของชื่อหรือเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่รู้จัก
Working Group B ศึกษาเรื่องการออก gTLD ใหม่เพื่อลดปัญหาความไม่เพียงพอของชื่อโดเมน
Working Group E ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจากการไร้ขอบเขตทางภูมิศาสตร์บนเครือข่าย Internet ที่ส่งผลกระทบต่อชื่อโดเมน
โดยคณะทำงานทั้งหมดได้จัดทำรายงานเสนอต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1999 เพื่อรับฟังความคิดเห็น และได้ปิดรับความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมปีเดียวกัน
เนื่องจากการดูแลระบบฐานข้อมูลชื่อโดเมนในขณะนั้น NSI เป็นทั้ง registrar (ผู้ให้บริการรับจดชื่อโดเมน) และ registry (ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลชื่อโดเมน) ในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดไม่เป็นธรรมกับผู้ให้บริการรายอื่น เนื่องจากการจดชื่อโดเมนจะอยู่ภายใต้หลักจดก่อนได้ก่อน (First Come First Serve) จึงได้มีการพัฒนาระบบ SRS (Shared Registry System) ขึ้นมาเพื่อให้สามารถแยกบทบาท registrar และ registry ของ NSI ออกจากกัน
โดยในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ.1999 ICANN, กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (The U.S. Department of Comerce) และ NSI ก็ได้บรรลุข้อตกลงในการเจรจาเพื่อนำไปสู่การเปิดเสรีการให้บริการรับจดชื่อโดเมนในส่วนของ gTLD โดยได้มีการจัดแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบใหม่ดังนี้คือ
1. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (DoC) จะเข้ามารับผิดชอบดูแลเว็บไซต์ InterNIC.net ซึ่งแต่เดิม DoC และ NSF ได้ว่าจ้างให้ NSI เป็นผู้ดูแล โดยจะปรับเปลี่ยนบทบาทของ InterNIC.net จาก registry (ที่ดำเนินงานโดย NSI) ไปเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจดชื่อโดเมน รวมทั้งการประกาศรายชื่อ Accredited Registrar
2. NSI จะต้องลงนามในข้อตกลง Accredition Agreement ซึ่ง regisrar ทุกรายต้องปฏิบัติตาม
3. NSI จะยังสามารถดูแลในส่วนระบบฐานข้อมูลหลักของ gTLD ได้ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 4 ปี โดยการทำงานทั้งหมดต้องถูกแยกส่วนออกจากส่วนของ registrar อย่างสิ้นเชิง และสามารถต่ออายุได้ครั้งละ 4 ปีหลังสิ้นสุดสัญญาหาก NSI ยังสามารถแยกการทำงานทั้ง 2 ส่วนออกจากกัน โดยข้อตกลงดังกล่าวได้มีการลงนามรับรองและประกาศออกสู่สาธารณะในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ.1999 โดย NSI ก็ได้เปิดเว็บไซต์ NSIregistry.net ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็น registry ตามข้อตกลงนับจากนั้นเป็นต้นมา
ต่อมาในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ.1999 ICANN, กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (DoC) และ NSI ได้ร่วมลงนามข้อตกลงอนุญาตให้ NSI เป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ InterNIC.net ต่อไปในนามของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อีกระยะหนึ่ง เพื่อให้มีเวลาในการผ่องถ่ายหน้าที่ความรับผิดชอบจาก NSI ไปยังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ภายหลังจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการของ InterNIC.net ไปเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารและรายชื่อ Accredited Registrar ของชื่อโดเมนประเภท .com .net และ .org ในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.1999 ซึ่งถือเป็นวันแรกของการเปิดเสรีการให้บริการรับจดชื่อโดเมน
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา จำนวนของ Accredited Registrar ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมีถึง 121 รายแล้วในปัจจุบัน (59 รายเปิดให้บริการเป็น registrar แล้ว ส่วนอีก 62 รายยังไม่เปิดให้บริการ) พร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนชื่อโดเมนทุกประเภท (โดยเฉพาะ .com)
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ICANN หลังจากการประชุมครั้งล่าสุดที่โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ก็ได้มีการเปิดรับสมัคร TLD Registry รายใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา (ตามกำหนดการ) ซึ่งต่อไปจะมี registry มากกว่า 1 ราย แทนที่จะเป็นการผูกขาดการดูแลโดย NSIregistry อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยหลังจากปิดรับสมัครในวันที่ 1 ตุลาคม ก็จะมีการนำข้อมูลการสมัครบางส่วนเสนออกสู่สาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม โดย ICANN จะทำการประกาศรายชื่อ registry รายใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อนำไปสู่การเจรจาในวันที่ 20 พฤศจิกายน และจะสิ้นสุดการเจรจาและประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคมปี ค.ศ.2000 สิ้นปีนี้
เป็นอย่างไรครับ เรื่องราวความเป็นมาของโดเมนเนม ก็หวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์บ้างกับผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามอ่านบทความในเว็บไซต์ของเราตลอดมา รวมทั้งผู้อ่านที่แวะผ่านเข้ามาด้วย หากมีข้อผิดพลาดประการใดผมเองก็ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียวครับ สุดท้ายก็ขอขอบพระคุณเว็บไซต์ต่างๆ ต่อไปนี้ที่ช่วยสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ จนกลายมาเป็นบทความเรื่องประวัติความเป็นมาของชื่อโดเมนฉบับภาษาไทยชิ้นนี้ครับ
ICANN
DNSO
IANA
gTLD-MoU
NTIA
InterNIC
ThNIC
NSI
NSIregistry
Registry
ISC
DNSRD
DNS Domain Name System
How does a DNS server work?
Domain Name Registries Around The World
APDIP - Internet Governance Information Service
The New Domain Game
Geographic vs. Traditional Domain Hierarchies: A Look at Internet Naming Schemes
A Vision for the New Era of Domain Names in the 21st Century
Domain Name Handbook
ผู้เขียน: สรพงษ์ อุนนาภิรักษ์
18 สิงหาคม 2543
ในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1998 NSI ได้รับการยืดสัญญาออกไปอีกครั้งจนถึงวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.2000 ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่าเมื่อถึงเวลาดังกล่าว บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในส่วนของ registry ที่ NSI เคยมีมาจะต้องยุติลง และต้องถูกผ่องถ่ายต่อไปยัง ICANN และ registry รายใหม่
คณะกรรมการบริหารของ ICANN ได้เริ่มเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาบริหารระบบชื่อโดเมนเป็นครั้งแรก โดยเริ่มจากการวางนโยบายการให้สิทธิ์ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการรับจดชื่อโดเมน (Accredited Registrar) โดยพยายามเปิดช่องลดข้อจำกัดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจะพิจารณาจากปัจจัยหลักต่างๆ คือ หลักทรัพย์ค้ำประกัน ศักยภาพและแผนธุรกิจ และเงินทุนหมุนเวียน
โดยในช่วงเริ่มต้น ICANN ได้จัดให้มีโครงการทดสอบโดยเริ่มจากผู้ให้บริการทดสอบจำนวน 5 รายที่เปิดรับสมัครและคัดเลือกโดย ICANN โดยให้มีช่วงระยะเวลาทดสอบการให้บริการเพื่อดูแนวปัญหาทางด้านเทคนิคและการจัดการที่จะเกิดขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน ค.ศ.1999 และให้สิ้นสุดลงในวันที่ 25 มิถุนายนปีเดียวกัน ต่อมาประสบกับปัญหาหลายประการโดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการระบบฐานข้อมูล ทำให้ต้องเลื่อนระยะเวลาสิ้นสุดการทดสอบออกไปถึง 2 ครั้งจนมาสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1999 และหลังจากโครงการทดสอบได้สิ้นสุดลง ICANN จึงอนุญาตให้เอกชนที่ผ่านการตรวจสอบรายอื่นเข้ามาเปิดให้บริการรับจดชื่อโดเมนโดยเสรีภายใต้การดูแลของ ICANN
และเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องกรณีพิพาทต่างๆ อันเกิดจากชื่อโดเมน และจากการผลักดันของ WIPO (The World Intellectual Property Organization) มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 ICANN จึงตั้งคณะทำงาน DNSO Working Group ขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวโดย
Working Group A ศึกษาเรื่อง Dispute Resolution Mechanism เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการละเมิดเครื่องหมายการค้าโดยการทำ Cybersquatting
Working Group C ศึกษาเรื่องแนวทางการปกป้องสิทธิ์ของเจ้าของชื่อหรือเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่รู้จัก
Working Group B ศึกษาเรื่องการออก gTLD ใหม่เพื่อลดปัญหาความไม่เพียงพอของชื่อโดเมน
Working Group E ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจากการไร้ขอบเขตทางภูมิศาสตร์บนเครือข่าย Internet ที่ส่งผลกระทบต่อชื่อโดเมน
โดยคณะทำงานทั้งหมดได้จัดทำรายงานเสนอต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1999 เพื่อรับฟังความคิดเห็น และได้ปิดรับความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมปีเดียวกัน
เนื่องจากการดูแลระบบฐานข้อมูลชื่อโดเมนในขณะนั้น NSI เป็นทั้ง registrar (ผู้ให้บริการรับจดชื่อโดเมน) และ registry (ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลชื่อโดเมน) ในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดไม่เป็นธรรมกับผู้ให้บริการรายอื่น เนื่องจากการจดชื่อโดเมนจะอยู่ภายใต้หลักจดก่อนได้ก่อน (First Come First Serve) จึงได้มีการพัฒนาระบบ SRS (Shared Registry System) ขึ้นมาเพื่อให้สามารถแยกบทบาท registrar และ registry ของ NSI ออกจากกัน
โดยในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ.1999 ICANN, กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (The U.S. Department of Comerce) และ NSI ก็ได้บรรลุข้อตกลงในการเจรจาเพื่อนำไปสู่การเปิดเสรีการให้บริการรับจดชื่อโดเมนในส่วนของ gTLD โดยได้มีการจัดแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบใหม่ดังนี้คือ
1. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (DoC) จะเข้ามารับผิดชอบดูแลเว็บไซต์ InterNIC.net ซึ่งแต่เดิม DoC และ NSF ได้ว่าจ้างให้ NSI เป็นผู้ดูแล โดยจะปรับเปลี่ยนบทบาทของ InterNIC.net จาก registry (ที่ดำเนินงานโดย NSI) ไปเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจดชื่อโดเมน รวมทั้งการประกาศรายชื่อ Accredited Registrar
2. NSI จะต้องลงนามในข้อตกลง Accredition Agreement ซึ่ง regisrar ทุกรายต้องปฏิบัติตาม
3. NSI จะยังสามารถดูแลในส่วนระบบฐานข้อมูลหลักของ gTLD ได้ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 4 ปี โดยการทำงานทั้งหมดต้องถูกแยกส่วนออกจากส่วนของ registrar อย่างสิ้นเชิง และสามารถต่ออายุได้ครั้งละ 4 ปีหลังสิ้นสุดสัญญาหาก NSI ยังสามารถแยกการทำงานทั้ง 2 ส่วนออกจากกัน โดยข้อตกลงดังกล่าวได้มีการลงนามรับรองและประกาศออกสู่สาธารณะในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ.1999 โดย NSI ก็ได้เปิดเว็บไซต์ NSIregistry.net ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็น registry ตามข้อตกลงนับจากนั้นเป็นต้นมา
ต่อมาในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ.1999 ICANN, กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (DoC) และ NSI ได้ร่วมลงนามข้อตกลงอนุญาตให้ NSI เป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ InterNIC.net ต่อไปในนามของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อีกระยะหนึ่ง เพื่อให้มีเวลาในการผ่องถ่ายหน้าที่ความรับผิดชอบจาก NSI ไปยังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ภายหลังจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการของ InterNIC.net ไปเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารและรายชื่อ Accredited Registrar ของชื่อโดเมนประเภท .com .net และ .org ในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.1999 ซึ่งถือเป็นวันแรกของการเปิดเสรีการให้บริการรับจดชื่อโดเมน
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา จำนวนของ Accredited Registrar ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมีถึง 121 รายแล้วในปัจจุบัน (59 รายเปิดให้บริการเป็น registrar แล้ว ส่วนอีก 62 รายยังไม่เปิดให้บริการ) พร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนชื่อโดเมนทุกประเภท (โดยเฉพาะ .com)
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ICANN หลังจากการประชุมครั้งล่าสุดที่โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ก็ได้มีการเปิดรับสมัคร TLD Registry รายใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา (ตามกำหนดการ) ซึ่งต่อไปจะมี registry มากกว่า 1 ราย แทนที่จะเป็นการผูกขาดการดูแลโดย NSIregistry อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยหลังจากปิดรับสมัครในวันที่ 1 ตุลาคม ก็จะมีการนำข้อมูลการสมัครบางส่วนเสนออกสู่สาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม โดย ICANN จะทำการประกาศรายชื่อ registry รายใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อนำไปสู่การเจรจาในวันที่ 20 พฤศจิกายน และจะสิ้นสุดการเจรจาและประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคมปี ค.ศ.2000 สิ้นปีนี้
เป็นอย่างไรครับ เรื่องราวความเป็นมาของโดเมนเนม ก็หวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์บ้างกับผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามอ่านบทความในเว็บไซต์ของเราตลอดมา รวมทั้งผู้อ่านที่แวะผ่านเข้ามาด้วย หากมีข้อผิดพลาดประการใดผมเองก็ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียวครับ สุดท้ายก็ขอขอบพระคุณเว็บไซต์ต่างๆ ต่อไปนี้ที่ช่วยสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ จนกลายมาเป็นบทความเรื่องประวัติความเป็นมาของชื่อโดเมนฉบับภาษาไทยชิ้นนี้ครับ
ICANN
DNSO
IANA
gTLD-MoU
NTIA
InterNIC
ThNIC
NSI
NSIregistry
Registry
ISC
DNSRD
DNS Domain Name System
How does a DNS server work?
Domain Name Registries Around The World
APDIP - Internet Governance Information Service
The New Domain Game
Geographic vs. Traditional Domain Hierarchies: A Look at Internet Naming Schemes
A Vision for the New Era of Domain Names in the 21st Century
Domain Name Handbook
ป้ายกำกับ:
การจดโดเมน
Mwebdesign
บริษัท เอ็มเวบดีไซน์ จำกัด
ให้บริการด้านเว็บไซต์และ เวบสำเร็จรูป แบบครบวงจร โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เนื่องจากโดยทั่วไป สิ่งที่ลูกค้าต้องการจากการทำเว็บไซต์ คือ เว็บไซต์ทีสื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หรือลูกค้าทั่วไปที่เข้าชมทราบ และเข้าใจถึงรายละเอียดของสินค้า และบริการของกิจการ เพื่อส่งผลในการตัดสินใจซื้อในอนาคต
เว็บสำเร็จรูป เป็นเว็บไซต์ที่มีระบบจัดการ ง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะกับธุรกิจทุกประเภท มีให้เลือกทั้ง เว็บซื้อขาย และ ประชาสัมพันธ์ ลูกค้าสามารถแก้ไขได้เอง
เว็บดีไซน์ เป็นเว็บดีไซน์ และกึ่งดีไซน์ ลูกค้าสามารถเข้าจัดการได้เองในบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด ซึ่งจะมีการออกแบบให้หน้าเว็บไซต์ ของลูกค้าไม่ซ้ำใคร หรือ ออกแบบเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกับธุรกิจ
โปรโมทเว็บไซต์ (Seo) เพื่อให้ติดอันดับในกูเกิ้ล อีกทั้งยังมีบริการเสริมเพิ่มพิเศษโดยไม่คิด ค่าใช้จ่ายเพิ่ม สำหรับลูกค้า โดยทางบริษัทจะทำการประชาสัมพันธ์ให้เว็บของท่านเป็นที่รู้จัก กับบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะ กลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจ
เวบสำเร็จรูป : ปรับปรุงเว็บไซต์ (ให้ทันสมัย และสวยงาม) เนื่องจากปัจจุบัน มีเว็บไซต์ จำนวนมากที่มีระบบเก่า ซึ่งจะมีปัญหาในการเข้าชมของลูกค้า (ซึ่งในปัจจุบัน ผู้เข้าชมส่วนใหญ่จะใช้เบราว์เซอร์ที่ทันสมัย และอัพเดทเป็นปัจจุบัน) ทำให้เกิดอุปสรรคในการเข้าถึงของลูกค้า อาจจะทำให้เสียกลุ่มลูกค้าบางส่วนไป โดยทางบริษัทได้เล็งเห็นความสำคัญในข้อนี้เป็นอย่างมาก จึงได้จัดให้มี บริการ ปรับปรุงเว็บไซต์ โดยไม่ต้องจัดทำใหม่ (ราคาขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการแก้ไขข้อมูล)
ดูแลเว็บไซต์ (ในกรณีลูกค้าไม่มีเวลาจัดการด้วยตัวเอง) ตัดความกังวลที่ต้องคอยเข้าหน้าเว็บไซต์ตลอดเวลา โดยให้เราดูแลแทนคุณ
รวดเร็วและปรับแต่งให้สวยงามตามแบบฉบับ เวบสำเร็จรูป โดเมนเนม ซึ่งโดเมน จะเป็นของลูกค้า 100%
โฮสติ้ง พื้นที่เว็บไซต์ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการเช่าพื้นที่ (มีโปรแกรมเว็บไซต์ CMS อัพโหลดให้ฟรี! โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้งานบนเว็บไซต์ ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกค้า ของเราหรือไม่ก็ตาม บริการปรึกษาฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย
ออกแบบโบชัวร์, นามบัตร
ป่าไม้จะสวยงามต้องมีพืชพรรณหลากหลายถึงจะสมบูรณ์ บริษัท เอ็มเว็บดีไซน์ จำกัด ถือกำเนิดจากเมล็ดพันธุ์ที่คัดสรรค์มาเพื่องานบริการด้วยใจ ไม่ใช่แค่การทำเว็บไซต์ แต่เป็นการทำหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายอย่างจริงใจ และซื่อสัตย์ บ.เอ็มเว็บดีไซน์ขอเป็นส่วนหนึ่ง ในการทำให้ป่าไม้แห่งนี้สมบูรณ์ มีความหลากหลายของสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ หรือ อนาคตเราจะไม่หยุดพัฒนา เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ คุณ
ป้ายกำกับ:
เว็บดีไซน์,
เว็บสำเร็จรูป
www.mwebdesign.asia
- -สะดวก รวดเร็ว และง่ายในการ Update ข้อมูลต่างๆได้เอง
- -ลงทุนต่ำ แต่ได้รับผลตอบแทนสูง
- -คุ้มค่าด้วยราคามิตรภาพ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆแอบแฝง พร้อมบริการดูแลอย่างไกล้ชิดตลอดอายุการใช้งาน
- -บริการด้วยความจริงใจ เพื่อให้คุณมีเว็บอย่างมั่นใจ ยินดีให้คำปรึกษา และสอนให้ใช้งาน
- -สำหรับเว็บร้านค้าเรามีระบบตะกร้าสินค้าและระบบอื่นที่ปรับแต่งให้เข้ากับเว็บไซต์ทุกรูปแบบ
- -เว็บไซต์สำเร็จรูปที่สร้างขึ้นได้เกิดจากการพัฒนาระบบต่างๆโดยโปรแกรมเมอร์ และนักออกแบบมืออาชีพ
ป้ายกำกับ:
เว็บดีไซน์,
เว็บสำเร็จรูป
วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
www.mwebdesign.asia
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ดเว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด,เว็บสำเร็จรูป,readyweb,เว็บดีไซน์,webdesign,ฟรีเว็บไซต์,ฟรีเทมเพลต,ร้านค้าออนไลน์,บริการเว็บไซต์ครบวงจร,โปรโมทเว็บไซต์,ตกแต่งเว็บไซต์,ดูแลเว็บไซต์,เว็บบอร์ด
ป้ายกำกับ:
เว็บดีไซน์,
เว็บสำเร็จรูป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)